หมวดหมู่: สูตรขนม

ขนม ลูกชุบ

แจกสูตร ขนม ลูกชุบ เมนูขนมสุดน่ารัก ปั้นให้ได้รูปตามชอบแจกสูตร ขนม ลูกชุบ เมนูขนมสุดน่ารัก ปั้นให้ได้รูปตามชอบ

ขนม ลูกชุบ

ขนมที่ปั้นเลียนแบบผักผลไม้อย่าง ขนม ลูกชุบ นั้นเชื่อว่าเป็นเมนูที่หลายคนคุ้นตากันเป็นอย่างดี และถ้าอยากลองทำด้วยตัวเองบอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิด แถมยังได้ความสนุกกลับไปอีกด้วย ดังนั้นวันนี้เรามาเข้าครัวแล้วปั้นลูกชุบไปพร้อมกันดีกว่า

ที่มาของเมนู ขนม ลูกชุบ

ขนม ลูกชุบ

สำหรับ ขนมลูกชุบ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา คนที่เผยแพร่คือ ท้าวทองกีบม้า ซึ่งเริ่มจากการนำถั่วเขียวมาแทนอัลมอนด์ และตกแต่งปรับปรุงจนกลายเป็นขนมลูกชุบอย่างทุกวันนี้นั่นเอง แต่แรกเริ่มก่อนจะมาลงตัวที่ถั่วเขียวนั้นได้ใช้เป็นเม็ดแตงโมป่นและกวนปั้นเป็นไส้ก่อน ขนมไทยโบราณเมนูนี้นิยมทำในวังเพื่อมอบให้เด็ก ๆ และยิ่งนานวันไปก็ยิ่งมีการพัฒนาความสวยงามให้สมจริง อย่างที่เราเห็นกันทุกวันนี้นั่นเอง

วัตถุดิบที่ต้องใช้เพื่อทำ ขนม ลูกชุบ

ถึงเวลามาเตรียมของให้พร้อมเพื่อทำขนม ลูกชุบ กันแล้ว โดยสูตรนี้จะเป็นสูตรลูกชุบชาววัง ดังนั้นรับรองว่ารสชาติออกมาเป็นเมนูขนมไทยแท้แน่นอน

ขนม ลูกชุบ
  • ส่วนผสมทําถั่วกวน ลูกชุบ
    • ถั่วเขียวเราะเปลือกนึ่ง 500 กรัม
    • น้ำตาลทราย 250 กรัม
    • กะทิ 250 มิลลิลิตร
    • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • ส่วนผสมลูกชุบ
    • ถั่วกวน 500 กรัม
    • สีผสมอาหาร ตามสีจริง 1 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำเปล่า 200 มิลลิลิตร (สำหรับแช่วุ้น)
    • ผงวุ้น (ตรานางเงือก) 2 ช้อนโต๊ะ
    • น้ำเปล่า 450 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลทราย 1+1/2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำเมนู ขนมลูกชุบ ให้สวยอร่อยแบบไทยแท้

เมื่อเตรียมวัตถุดิบของขนม ลูกชุบกันเรียบร้อยแล้ว เรามาเริ่มเข้าสู่วิธีทำ ลูกชุบกันดีกว่า ขนมไทยเมนูนี้จะต้องทำอย่างไรบ้างเพื่อให้ออกมาสวยงามสมใจ เรามาดูกัน

ขนม ลูกชุบ
  1. เริ่มต้นด้วยการทำถั่วกวน ให้คุณนำถั่วเขียวเราะมาเปลือกล้างน้ำให้สะอาด จากนั้นแช่น้ำไว้ 3 ชั่วโมงขึ้น สามารถแช่ค้างคืนได้ แล้วนำมาล้างน้ำอีกครั้ง แล้วนำไปนึ่งสุกนิ่ม
  2. เมื่อนึ่งจนสุกนิ่มแล้วให้นำถั่วใส่ลงในโถปั่น พร้อมด้วยน้ำตาลทราย กะทิ และเกลือ ปั่นให้ละเอียดเนียน
  3. เมื่อละเอียดดีแล้วให้เทใส่กระทะตั้งไฟอ่อน กวนจนถั่วแห้ง ลองปั้นแล้วไม่ติดมือ
  4. นำถั่วที่กวนขึ้นจากกระทะใส่หม้อ เขี่ยถั่วให้กระจายตัว พักให้เย็น หลังจากนั้นจึงอบควันเทียนครั้งละ 30 นาที ประมาณ 2 ครั้ง
  5. ทำลูกชุบโดยนำถั่วกวนมาชั่งชิ้นละประมาณ 10 กรัม แล้วนำมาคลึงให้กลม เพื่อจะได้ขึ้นรูปได้ง่าย หลังจากนั้นใช้วิธีปั้นลูกชุบเป็นรูปผลไม้ต่าง ๆ ตามที่ต้องการ
  6. นำไม้เสียบลูกชิ้นมาเสียบขนมทุกชิ้น จากนั้นนำสีผสมอาหารใส่ถ้วยแล้วผสมน้ำเปล่า แยกสีตามชนิดของผลไม้ เสร็จแล้วนำขนมลงชุบสี แล้วปักไว้บนกล่องโฟม รอจนสีแห้ง
  7. นำผงวุ้นผสมน้ำเปล่า แช่ไว้ประมาณ 20 นาที จนวุ้นอิ่มตัว หลังจากนั้นนำน้ำเปล่าใส่หม้อลงต้มจนเดือด แล้วเทน้ำวุ้นลงไป ต้มด้วยไฟอ่อนจนวุ้นละลาย ปิดไฟ ใส่น้ำตาลทราย คนให้น้ำตาลละลาย
  8. พักวุ้นให้อุ่นนำถั่วกวนที่เตรียมไว้ลงชุบ แนะนำให้ชุบ 4 ครั้ง เพื่อให้ติดทนสวยงามตามแบบฉบับขนมไทย

รวมเทคนิคการทำ ขนมลูกชุบ ให้อร่อยและสวยงาม

เรามาดูกันว่ามีเทคนิคพิเศษอะไรที่จะมาเสริมให้ขนม ลูกชุบ นั้นอร่อยและสวยงามมากขึ้นแบบง่าย ๆ บ้าง คุณสามารถนำไปปรับใช้กันได้แน่นอน

ขนม ลูกชุบ
  • เลือกวัตถุดิบที่ดีและสดใหม่

ถั่วเขียวคือหัวใจหลัก ต้องเลือกที่สะอาด คุณภาพดี และผงวุ้นเองก็ต้องเหมาะกับการทำขนมหวานไทยชนิดนี้ด้วย

  • ละเอียดกับขั้นตอนการทำไส้

ไส้ถั่วนั้นต้องมาพร้อมความเนียนมาก ดังนั้นเรื่องของการแช่น้ำจนนิ่มเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าสามารถแช่ค้างคืนเอาไว้ได้ยิ่งดี

  • ล้างมือบ่อย ๆ

เมื่อต้องทำของหวานไทยเมนูนี้ความสะอาดเป็นสิ่งสำคัญ เพราะต้องใช้มือปั้น ดังนั้นควรล้างมือบ่อย ๆ เพื่อให้หยิบจับง่าย และสุขอนามัยที่ดี

บอกเลยว่าขนมลูกชุบนั้นเป็นเมนูขนมที่ทำสนุก ได้ผ่อนคลายไปกับการปั้นและผสมสี ถ้าอยากมีกิจกรรมในครอบครัวเมนูนี้เหมาะ หรือถ้าต้องการทำขายก็เหมาะเช่นกัน เพราะความน่ารัก และความอร่อยที่คนคุ้นเคยทำให้ขายไม่ยากอย่างแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
ฟักทองแกงบวด

สูตร ฟักทองแกงบวด ของดีเมืองไทย อร่อยง่าย หอมมันสูตร ฟักทองแกงบวด ของดีเมืองไทย อร่อยง่าย หอมมัน

ฟักทองแกงบวด

ใครชอบรสชาติหอม ละมุน มีสัมผัสนุ่ม ๆ ของฟักทองที่กำลังได้ที่ แนะนำว่าให้คุณได้ลองหยิบสูตร ฟักทองแกงบวด ไปทำกันด้วยตัวเอง และบอกเลยว่าความอร่อยและความฟินจะมากขึ้น เพราะคุณสามารถปรับรสชาติได้ตามความชอบ เมนูนี้ทำไม่ยาก แถมยังอร่อยกินได้หลายคน ใครอยากได้สูตรตามมาเก็บไปใช้กันได้เลย

ที่มาของเมนู ฟักทองแกงบวด

ฟักทองแกงบวด

สำหรับเมนูอย่าง ฟักทอง แกงบวด นั้นเป็นเมนูของหวานไทยที่อยู่กับบ้านเรามานาน เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่เมื่อก่อนทำการเกษตร จึงนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาดัดแปลงทั้งเพื่อกินเอง ทำบุญ แจกจ่าย รับแขก ฟักทองแกงบวดสูตรโบราณจึงเป็นหนึ่งในเมนูที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นเมนูไทยแท้ที่อร่อยไม่เสื่อมคลาย ดังนั้นใครชอบความเป็นไทยห้ามพลาด

วัตถุดิบสำหรับการทำ ฟักทองแกงบวด

มาเริ่มขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบฟักทองแกงบวด กันดีกว่า ฟักทองแกงบวดหรือ แกงบวดฟักทองเตรียมไม่ยาก ของหาง่ายได้ในทุกพื้นที่ ใครพร้อมแล้วมาเริ่มจัดหาวัตถุดิบมาทำเมนูขนมไทยเมนูนี้ไปพร้อมกัน

ฟักทองแกงบวด
  • วัตถุดิบ
    • ฟักทอง 500 กรัม
    • น้ำปูนใส
    • กะทิ 250 มิลลิลิตร
    • ใบเตย 1 มัด
    • น้ำเปล่า 250 มิลลิลิตร
    • น้ำตาลมะพร้าว 100 กรัม

หมายเหตุ : ฟักทองแกงบวดไม่มีน้ำปูนใสนั้นสามารถทำได้ ถือว่าเป็นการลดความยุ่งยากของขั้นตอนการทำได้ดี แต่ถ้าใครมีเวลาการใส่น้ำปูนใสนั้นช่วยเพิ่มความกลมกล่อมและเนื้อสัมผัสที่ดีให้กับคุณได้ ดังนั้นสามารถเลือกได้ตามความสะดวกกันเลย

วิธีทำฟักทองแกงบวด

เมื่อเตรียมวัตถุดิบของฟักทองแกงบวดกันเรียบร้อยแล้ว เรามาเริ่มเข้าสู่วิธีทำวิธีทําแกงบวดฟักทอง กะทิกล่องกันต่อได้เลย

ฟักทองแกงบวด
  1. เริ่มต้นด้วยการปอกเปลือกฟักทองออก แล้วล้างให้สะอาด จากนั้นหั่นเป็นชิ้น นำลงแช่ในน้ำปูนใสประมาณ 30 นาที เสร็จแล้วล้างด้วยน้ำสะอาด 2 รอบ ใส่ตะแกรงพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ
  2. ตั้งหม้อใส่กะทิกับใบเตย แล้วเติมน้ำเปล่าลงไป ใช้ไฟกลางพอเดือด ใส่ฟักทองลงไปต้มจนสุก เติมน้ำตาลมะพร้าวและเกลือลงไป ชิมรสแกงบวด ฟักทองตามชอบ จากนั้นปิดไฟพร้อมเสิร์ฟความอร่อยกันแล้ว

ประโยชน์ที่สายหวานจะได้จากฟักทองแกงบวด

อย่างที่พอจะรู้กันว่าฟักทองนั้นเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ ดังนั้นเมื่อคุณได้กินขนมไทยอย่างฟักทองแกงบวด จะได้ประโยชน์อะไรบ้าง มาดูกัน

ฟักทองแกงบวด
  • บำรุงสายตา

สีเหลืองของฝักทองนั้นมีส่วนช่วยบำรุงสายตา และรักษาสายตาของคุณให้มีสุขภาพที่แข็งแรง เหมาะกับยุคนี้ที่ทุกคนใช้สายตากันมากขึ้น

  • ลดความเสี่ยงมะเร็ง

ในฟักทองนั้นมาพร้อมสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งให้กับคุณได้

  • บำรุงผิว

ในฟักทองมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับผิว ช่วยให้ผิวของคุณนั้นเต่งตึง มีความชุ่มชื่น และช่วยลดริ้วรอยแห่งวัยให้กับคุณได้

  • ทำให้ร่างกายแข็งแรง

ฟักทองสามารถเข้ามาช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันของคุณให้แข็งแรงมากขึ้นได้

  • ป้องกันเบาหวาน

ฟักทองนั้นมีส่วนช่วยในการลดน้ำตาลในเลือด พร้อมทั้งยังสามารถคุมน้ำตาลในเลือดให้กับคุณได้อีกด้วย ดังนั้นกินเมนูขนมหวานไทยเมนูนี้ให้พอเหมาะกับกับสุขภาพแน่นอน

  • ให้พลังงานต่ำ

แม้ว่าอาจไปหนักที่ส่วนของกะทิ แต่ถ้าคุณเน้นกินแค่ฟักทองก็จะให้ไขมันน้อย น้ำตาลต่ำ ไฟเบอร์สูง พลังงานต่ำ เหมาะกับเป็นเมนูขนมเพื่อการลดน้ำหนัก

  • เสริมระบบขับถ่าย

ใครเจอปัญหาการขับถ่ายใช้ฟักทองมาเป็นตัวช่วยได้ เพราะไฟเบอร์จากธรรมชาติที่มีอยู่ในฟักทองนั้นสามารถช่วยให้คุณขับถ่ายอย่างเป็นปกติมากขึ้นได้

  • เหมาะกับคนออกกำลังกาย

ฟักทองสามารถช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นคนที่ออกกำลังกายและได้กินจะทำให้ร่างกายซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ฟักทองแกงบวด

ฟักทองแกงบวดเป็นหนึ่งในเมนูขนมที่น่าทำกินเอง เพราะสามารถปรับปริมาณของกะทิและน้ำตาลให้เหมาะกับสุขภาพของคุณได้ ดังนั้นอย่าพลาดที่จะหยิบเอาสูตรที่เราแนะนำในวันนี้ไปใช้กัน รับรองได้เลยว่าอร่อยถูกใจ แถมยังได้ประโยชน์จากฟักทองกันไปแบบจัดเต็มอย่างแน่นอน ของอร่อยแบบนี้คนไทยแท้อย่างเราพลาดไม่ได้

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
กระท้อนลอยแก้ว

แจกสูตร กระท้อนลอยแก้ว หวานเย็นแบบไทย ทำง่าย เก็บได้นานแจกสูตร กระท้อนลอยแก้ว หวานเย็นแบบไทย ทำง่าย เก็บได้นาน

กระท้อนลอยแก้ว

ถ้าพูดถึงกระท้อนน่าจะเป็นผลไม้ที่คนไทยเราเอามาปรับให้เป็นเมนูต่าง ๆ ทั้งคาวและหวานได้อย่างหลากหลาย หนึ่งในเมนูยอดนิยมจากวัตถุดิบนี้ก็คือ กระท้อนลอยแก้ว นั่นเอง ซึ่งเมนูนี้ทำอย่างไร เตรียมวัตถุดิบอะไรบ้าง เรามีสูตรที่ทำง่าย อร่อย ชื่นใจ มาฝากคุณเรียบร้อยแล้ว

กระท้อนลอยแก้ว คืออะไร

กระท้อนลอยแก้ว

ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักกับ กระท้อน ลอยแก้ว กันก่อน โดยสำหรับการลอยแก้วนั้นเป็นชื่อเรียกของการทำของหวานไทย เพื่อสามารถถนอมอาหารให้อยู่ได้นานมากขึ้น เพราะบ้านเราเป็นเมืองร้อนของเสียง่าย ถ้าอยากเก็บให้นานต้องหาวิธีมาถนอมอาหาร สำหรับการลอยแก้วจะเป็นการนำวัตถุดิบลงไปเชื่อมในน้ำเชื่อม ทำให้เก็บได้นานขึ้น และตัวผลไม้ที่ลอยแก้วนั้นก็มักจะลอยขึ้นมา จึงกลายเป็นชื่อเรียกนั่นเอง โดยกระท้อน ลอยแก้วก็เช่นกัน

วัตถุดิบที่ต้องเตรียมเอาไว้ทำ กระท้อนลอยแก้ว

เมื่อรู้จักกระท้อนลอยแก้ว กันมากขึ้นแล้วก็ถึงเวลาไปเดินตลาดเพื่อตามหาวัตถุดิบมาทำกระท้อนลอยแก้วชาววัง ซึ่งเป็นของหวานพื้นบ้านกันแล้ว ต้องเตรียมอะไรบ้าง มาเริ่มกันเลย

กระท้อนลอยแก้ว
  • วัตถุดิบ
    • กระท้อน 1 ผล 
    • น้ำตาลทราย 500 กรัม 
    • น้ำเปล่าสำหรับทำน้ำลอยแก้ว 1 ลิตร 
    • เกลือ 2 ช้อนโต๊ะ 
    • ใบเตย 2 ใบ 
    • กลิ่นมะลิ 1 ช้อนชา 
    • น้ำเปล่าสำหรับแช่กระท้อน

หมายเหตุ : หากต้องการเพิ่มเติมปริมาณคุณก็สามารถเพิ่มได้ตามที่ต้องการ โดยใช้สัดส่วนนี้เป็นตัวเริ่มต้น และสามารถปรับเป็นผลไม้อื่น ๆ เพื่อทำของหวานทําง่ายเมนูนี้ได้เช่นกัน

แจกวิธีการทำกระท้อนลอยแก้ว ให้อร่อยชื่นใจ

เรามาดูกันว่าเมื่อต้องการปรุงกระท้อนลอยแก้วให้ออกมาอร่อยชื่นใจวิธีทํากระท้อนลอยแก้วนั้นต้องทำอย่างไรบ้าง บอกเลยว่าไม่ยาก สนุก และได้ของอร่อยมาแจกกันกินอย่างแน่นอน

กระท้อนลอยแก้ว
  1. เตรียมกระท้อนด้วยการผ่าครึ่งกระท้อนตามแนวขวาง จากนั้นใช้มีดคว้านเมล็ดออกแล้วทำการกรีดเนื้อให้เป็นลายดอกไม้ หรือถ้าไม่ถนัดจะแค่คว้านออกแล้วตกแต่งให้สวยงามตามชอบก็ได้เช่นกัน แต่แนะนำว่าควรคว้านให้มีช่องว่างให้น้ำเชื่อมซึมเข้าเนื้อได้
  2. เมื่อคว้านเสร็จให้ปอกเปลือกด้านนอกออกให้หมดแล้วนำไปแช่น้ำผสมเกลือ
  3. ทำน้ำเชื่อม เริ่มจากการตั้งกระทะไฟอ่อน ใส่น้ำ น้ำตาล และใบเตยลงไป เมื่อน้ำตาลละลายหมด ใส่เนื้อกระท้อนลงไปแล้วต้มต่อประมาณ 40 นาที จากนั้นตักเนื้อกระท้อนออก
  4. เริ่มใส่กลิ่นมะลิ โดยการใส่กลิ่นมะลิลงในน้ำเชื่อม แล้วปิดไฟทันที ครบทุกขั้นตอนก็สามารถตักใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมน้ำแข็งก้อนหรือเกร็ดตามสะดวกเพิ่มความเย็นชื่นใจกันได้เลย

ประโยชน์ที่ได้จากเมนูกระท้อนลอยแก้ว

เห็นกันไปแล้วว่ากระท้อนลอยแก้ว นั้นเป็นเมนูของหวานไทยที่ทำไม่ยาก แถมยังอร่อยชื่นใจ เหมาะกับเมืองไทยเมืองร้อนอย่างเราเป็นอย่างมากอีกด้วย ซึ่งเมนูนี้นอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์อะไรรอคุณอยู่บ้าง มาดูกัน

กระท้อนลอยแก้ว
  • เสริมภูมิคุ้มกัน

ในกระท้อนมีไฟเบอร์อยู่ ทำให้ร่างกายสร้างโปรไบโอติกส์ได้ และแบคทีเรียตัวนี้จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระได้อีกด้วย

  • ป้องกันฟันผุ

สิ่งที่น่าสนใจจากผลไม้ชนิดนี้คือสามารถช่วยเพิ่มการหลั่งน้ำลาย และน้ำลายจะมายับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุได้นั่นเอง

  • ลดคอเลสเตอรอล

อย่างที่บอกกันไปแล้วว่ากระท้อนนั้นมีไฟเบอร์ที่ละลายน้ำได้ ดังนั้นจึงช่วยให้คนที่มีคอเลสเตอรอลสูงนั้นใช้ไฟเบอร์ตัวนี้เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลได้ และยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจได้อีกด้วย

  • แก้ท้องเสีย

อย่ากังวลว่าไฟเบอร์จะเพิ่มอาการท้องเสีย เพราะกระท้อนในส่วนรากนั้นสามารถนำมาต้มดื่มเพื่อลดอาการท้องเสียและบิดได้ และไฟเบอร์ของกระท้อนเองก็จะเข้ามาช่วยปรับสมดุลการทำงานของลำไส้ ดังนั้นถ้ากินให้พอดี ช่วยดูแลสุขภาพได้แน่นอน

กระท้อนลอยแก้ว

วันนี้เต็มอิ่มกับเรื่องของกระท้อนลอยแก้วกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครอยากลองทำเมนูนี้ด้วยตัวเองก็หยิบสูตรจากเราไปเข้าครัวทำกันได้เลย บอกเลยว่าใช้เวลาไม่นาน มีความสนุกในเรื่องของการแกะสลักเพิ่มเข้ามา ใครกำลังหากิจกรรมทำ แนะนำเลยว่าเมนูนี้เหมาะ

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
ของหวานในเซเว่น

อัปเดต 7 ของหวานในเซเว่น ที่นักชิมตัวยงห้ามพลาดอัปเดต 7 ของหวานในเซเว่น ที่นักชิมตัวยงห้ามพลาด

ของหวานในเซเว่น

ร้านสะดวกซื้ออย่าง 7-11 คือพื้นที่ที่เราพบเจอกันได้ง่าย และครอบคลุมทั่วประเทศมากที่สุด แถมยังมีของใหม่ ๆ ออกมาให้พวกเราได้เลือกซื้อกันอีกด้วย ดังนั้นในตอนนี้มี ของหวานในเซเว่น ตัวไหนที่กำลังเป็นที่นิยม และน่าสนใจบ้าง เรามาทำความรู้จักไปพร้อมกันดีกว่า

ทำไม ของหวานในเซเว่น ถึงมีให้เลือกหลากหลาย

ด้วยความที่เซเว่นนั้นมีสาขาอยู่มากมายทั่วประเทศทำให้เหล่าผู้ประกอบการพยายามนำเสนอสินค้าเข้ามาให้ได้วางจำหน่าย เพื่อเพิ่มยอดขาย และเหล่า ของหวาน ในเซเว่น ก็เป็นหนึ่งในนั้น เราจะสังเกตกันได้เลยว่าของกินในเซเว่นนั้นมีให้เลือกเยอะ และแปลกใหม่มาก เรียกว่าเดินเข้าไปเลือกทีไรก็ไม่มีเบื่อ แถมทางร้านเองก็คัดสรรคุณภาพมาให้คุณเรียบร้อยแล้วอีกด้วย ดังนั้นจึงไว้ใจได้ที่จะกินให้อร่อยคุ้มไปพร้อมกัน

รวม ของหวานในเซเว่น ที่ห้ามพลาด

ถึงช่วงที่หลายคนรอคอยกันแล้วว่าของหวานในเซเว่น ในตอนนี้มีตัวไหนน่ากินบ้าง เพราะถ้าจะให้ไล่ว่าของหวานในเซเว่น มีอะไรบ้าง วันนี้อาจไม่หมด แต่ถ้าให้เลือกของกินใน 7-11 อร่อยที่คนนิยมกินกันเราเตรียมเมนูเหล่านั้นมาเสิร์ฟคุณที่นี่เรียบร้อยแล้ว

ของหวานในเซเว่น
  • เปี๊ยะโมจิลาวา โอวัลติน

ขนมหวานเซเว่นที่คนหยิบบ่อยที่สุดต้องยกให้เมนูนี้ เพราะมาพร้อมรสชาติที่แปลกใหม่กว่าไข่เค็มลาวาที่เราคุ้นเคย เพราะปรับมาเป็นโอวัตตินเมนูสุดโปรดของใครหลาย ๆ คนมาแทน ตัวนี้ได้ทั้งสัมผัสที่หนุบหนับของเนื้อแป้ง และความเข้มข้นของไส้ด้านใน รับรองว่าอร่อยจนคุณต้องซื้อซ้ำแน่นอน

ของหวานในเซเว่น
  • มาการองรสช็อกโกแลตและรสครีมชีส

ขนมหวานในเซเว่นแบบสายอินเตอร์ต้องยกให้เมนูนี้ ซึ่งมาพร้อมความหวานที่กำลังดี ไส้ที่อร่อยโดนใจ กินเดี่ยว ๆ หรือจะหยิบคู่กับเมนูเค้ก ไอศกรีม ก็สามารถเข้ากันได้อย่างลงตัว และหาได้ง่ายในร้านเดียวกัน ใครชอบความหวานต้องลอง

ของหวานในเซเว่น
  • ฮอกไกโดชีสเค้ก

ถ้าถามว่าของในเซเว่น มีอะไรบ้าง ห้ามพลาดที่จะลองชีสเค้กตัวนี้กันด้วยตัวเอง เพราะทางเซเว่นดึงฝีมือทำขนมจากร้านดังอย่าง BAKE A WISH มาร่วมสร้างความอร่อย ให้คุณได้สัมผัสความละมุนของชีสและนมฮอกไกโดแบบพรีเมียม ได้วความนุ่ม หอม มัน ครบ

ของหวานในเซเว่น
  • เฉาก๊วยจริงใจในน้ำลำไย

ของหวาน เย็นๆ มีอะไรบ้าง ก็คงจะขาดเฉาก๊วยเมนูที่เติมความเย็นให้ทั้งภายนอกและภายในร่างกายตัวนี้ไปไม่ได้ แถมใส่มาคู่กับน้ำลำไย ความหวานที่ลงตัว และความสดชื่นจากความเย็น รับประกันเลยว่าคุณจะสดชื่นขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

ของหวานในเซเว่น
  • CHEWY KONJAC JELLY

อะไรในเซเว่นกินแล้วไม่อ้วน แนะนำให้ลองเมนูนี้กัน เพราะเป็นวุ้นที่มาพร้อมรสชาติของข้าวเหนียวมะม่วงสุดกลมกล่อม หอม ละมุน แต่กินแล้วไม่อ้วนเท่าเมนูข้าวเหนียวมะม่วงตัวจริง ถือว่าเอาไว้กินช่วงว่าง ๆ หยิบเพลินจนถุงเดียวไม่พอเลยทีเดียว

ของหวานในเซเว่น
  • พุดดิ้งสตรอว์เบอร์รี

หวานเย็นในเซเว่นกับความฟินที่นุ่มเด้ง บอกเลยว่าคุณจะได้ความเย็นชื่นใจ ละมุนของส่วนผสม และมีความเปรี้ยวตัดเลี่ยนมานิด ๆ ของผลไม้ ดังนั้นใครมองหาขนมหวานล้างปากหลังมื้ออาหารลองเมนูนี้รับรองว่าชอบจนต้องซื้อไปติดตู้เย็นกันแน่นอน

ของหวานในเซเว่น
  • เฟรชครีมบัน

มาปิดท้ายกันที่เมนูง่าย ๆ ที่ทุกคนคุ้นเคยกับบันที่เป็นไส้ครีมสดตัวนี้ ยิ่งกินแบบแช่เย็นยิ่งอร่อย และละมุนเกินห้ามใจ แนะนำเลยว่าใครที่อยากได้ขนมรองท้อง หรือเพิ่มน้ำตาลแบบเร่งด่วนในแบบที่ไม่หวานไปต้องกินเมนูนี้ รับประกันความฟิน

เทคนิคเลือกของหวานในเซเว่น ให้เจอของดี

เรามาปิดท้ายกันที่เทคนิคการเลือกของหวานในเซเว่น ดีกว่า เพราะบางครั้งคุณอาจเดินไปเจอกับของที่แปลกตา อยากลองของใหม่ให้มีสีสัน แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าน่าลอง เรามีเทคนิคมาฝากกัน

  1. เน้นเลือกขนมที่ทำสดใหม่

เมื่อเดินเข้าไปโซนตู้เย็นที่เป็นจุดวางขนม แนะนำให้เลือกขนมที่ผลิตสดใหม่ มีอายุที่ไม่นาน เป็นการรับประกันว่าพึ่งผลิต และไม่ใส่สารกันบูด ดังนั้นจะกินได้อย่างสบายใจมากขึ้น

  1. มองหาข้อมูลการบริโภค

หากไม่อยากอ้วนเกินไปแนะนำว่าการหาข้อมูลแคลอรี่ของขนมเหล่านั้นก่อนเลือกซื้อช่วยคุณได้ เพื่อให้คุณได้ทั้งความอร่อยและสบายใจไปพร้อมกัน

วันนี้เราหยิบเอาของหวานในเซเว่นที่ได้รับความนิยม แถมยังการันตีมาแล้วว่าอร่อยจริงมาฝากคุณกันที่นี่เรียบร้อยแล้ว ใครอยากลองเมนูไหนพุ่งตรงไปที่เซเว่นที่สะดวกกันได้เลย บอกเลยว่าร้านนี้ยิ่งนานวันยิ่งมีแต่ของน่ากินเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เข้าไปแล้วอาจไม่ได้แค่ของที่ต้องการ อาจมีของแถมติดมาเพียบได้

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
ขนม หวาน

รวม ขนม หวาน สูตรเด็ด ทำกินเองหรือทำขายก็ทำง่ายแน่นอนรวม ขนม หวาน สูตรเด็ด ทำกินเองหรือทำขายก็ทำง่ายแน่นอน

ขนม หวาน

ขึ้นชื่อว่าเป็น ขนม หวาน เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ชอบอย่างแน่นอน และยิ่งถ้าได้ลองทำเองรับรองว่าอร่อยมากขึ้นแน่นอน หรือจะหยิบเอาสูตรเหล่านี้ไปปรับทำเพื่อขายก็ลงตัวเช่นกัน วันนี้เรารวมสูตรขนมหลากหลายมาให้คุณได้ลองนำไปทำ เพื่อเสิร์ฟความอร่อย มีสูตรไหนบ้าง มาดูกัน

จุดเด่นที่น่าสนใจของ ขนม หวาน ไทยคืออะไร

ขนม หวาน

สำหรับ ขนมหวาน ของไทยนั้นขึ้นชื่อเรื่องของความประณีต ใส่ใจในรายละเอียด ตั้งแต่ขั้นตอนของการเลือกวัตถุดิบ ไปจนถึงวิธีการทำ และนำเสนอ ดังนั้นจึงปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเมนูของหวานไทยนั้นสวยงาม น่ากิน แถมยังเป็นเอกลักษณ์ที่ชาติอื่นยากจะทำตาม ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเลือกขนมของไทยเรามาทำกินเอง หรือทำขายก็บอกเลยว่ารุ่งแน่นอน เพราะสวย อร่อย และมีเสน่ห์

คัดมาให้แล้วกับสูตรเด็ด ขนม หวาน ที่ทำกินก็ง่าย ทำขายก็ดี

มาดูกันว่าขนม หวาน ที่จัดว่าขึ้นชื่อ และเป็นเมนูของหวานง่ายๆ ทําเองมีอะไรบ้าง เพื่อให้คุณสามารถนำสูตรเหล่านี้ไปต่อยอดได้ตามที่ต้องการ

ขนม หวาน

1. บัวลอยเสียบไม้

– วัตถุดิบบัวลอยเมนูของหวานไทยโบราณ ง่ายๆ

  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
  • แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย
  • มันม่วงบด 50 กรัม
  • ฟักทองบด 50 กรัม
  • น้ำใบเตย 50 มิลลิลิตร
  • น้ำเปล่า (แป้งมันม่วง) 50 มิลลิลิตร
  • น้ำเปล่า (แป้งฟักทอง) 50 มิลลิลิตร
  • หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร
  • น้ำตาลทราย ½ ถ้วย
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • งาขาว และงาดำ ตามชอบ
  • น้ำตาลแดง ตามชอบ

– วิธีทำ

  • เริ่มต้นด้วยการทำน้ำราดจากการนำหม้อขึ้นตั้งไฟปานกลาง เทหัวกะทิลงไป ตามด้วยน้ำตาลทราย และเกลือ คนให้เข้ากัน และต้มจนเดือด
  • เริ่มทำแป้งด้วยการแบ่งแป้งข้าวเหนียว แป้งข้าวเจ้า เป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน ถ้วยแรกใส่มันม่วงบด และน้ำเปล่า นวดให้เข้ากันจนแป้งไม่ติดมือ ถ้วยที่สองใส่ฟักทองบด และน้ำเปล่า และถ้วยที่สาม ใส่น้ำใบเตย
  • เริ่มปั้นบัวลอยขนาดประมาณเท่าเหรียญห้า นำมาเสียบไม้ แช่เย็นให้เซตตัวประมาณ 20 นาที
  • นำบัวลอยเสียบไม้ไปต้มในน้ำเดือดจนสุก และตักออกใส่น้ำเย็น
  • ประกอบด้วยการจัดบัวลอยเสียบไม้ใส่จาน โรยงาขาว งาดำ และน้ำตาลแดง ราดน้ำราดที่เตรียมไว้
ขนม หวาน

2. ครองแครงอัญชันน้ำกะทิ

– วัตถุดิบครองแครงของหวานกะทิ

  • แป้งมัน 2 ถ้วยตวง 
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วยตวง 
  • น้ำเปล่า 1½ ถ้วยตวง 
  • ดอกอัญชันสด 20 ดอก 
  • กะทิอบควันเทียน 1 ลิตร 
  • น้ำตาลทราย 1¼ ถ้วยตวง 
  • เกลือ 1 ช้อนชา 
  • งาขาวคั่ว สำหรับโรยหน้า

– วิธีทำ

  • ทำแป้งด้วยการผสมแป้งมันกับแป้งข้าวเจ้าให้เข้ากัน แล้วแบ่งออกเป็น 2 ส่วน
  • ต้มดอกอัญชัน จนออกสีน้ำเงินเข้ม แล้วกรองเอาแต่น้ำ แบ่งออกเป็น 2 ถ้วย ถ้วยแรก ⅔ ส่วน และถ้วยที่สอง ⅓ ส่วน แล้วผสมน้ำร้อน ⅓ ถ้วยลงไปในถ้วยที่สอง เพื่อให้ได้สีอ่อน
  • เทน้ำต้มดอกอัญชันสีเข้มลงในถ้วยแป้งที่แบ่งไว้ เอาไม้พายตะล่อมเร็ว ๆ ให้เข้ากัน แล้วนวดด้วยมือ ทำถ้วยที่สองแบบเดียวกัน แต่ใช้น้ำดอกอัญชันสีอ่อน
  • เริ่มต้มด้วยการนำแป้งที่นวดเตรียมไว้ มาแบ่งเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วนำไปกดลงพิมพ์ครองแครง ทำให้เกิดลายขึ้น
  • นำตัวครองแครงที่ทำไว้ลงต้มในน้ำเดือด เมื่อสุกแล้วจะลอยขึ้น ให้ตักแล้วนำลงแช่น้ำเย็น
  • ตั้งหม้อใช้ไฟกลาง ใส่กะทิ น้ำตาล และเกลือ คนให้ละลายเข้ากัน
  • ตักครองแครงที่ต้มไว้ใส่ถ้วย ราดด้วยกะทิ โรยหน้าด้วยงาขาวคั่ว กินกันได้เลย
ขนม หวาน

3. กล้วยบวชชี

– วัตถุดิบของหวานพื้นบ้าน

  • กล้วยน้ำว้า 8 ลูก (เลือกห่าม ๆ)
  • หัวกะทิ 225 มิลลิลิตร
  • หางกะทิ 300 มิลลิลิตร
  • ใบเตย 2 ใบ
  • น้ำตาลปี๊บ 30 กรัม
  • น้ำตาลทรายขาว 20 กรัม
  • เกลือ ¼ ช้อนชา
  • แป้งมัน 1 ช้อนชา

– วิธีทำ

  • นึ่งกล้วยโดยการนำกล้วยน้ำว้าไปนึ่งในน้ำเดือดประมาณ 3-5 นาที หรือจนกระทั่งผิวของกล้วยน้ำว้าเริ่มแตกออก แล้วปิดไฟ นำออกมาปอกเปลือก และหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ พอดีคำ
  • ทํากล้วยบวชชี เริ่มจากการนำหางกะทิไปต้มในหม้อ ใส่ใบเตยลงไปเพิ่มความหอม เมื่อเดือดแล้วก็ใส่น้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทรายขาว และเกลือ คนให้ละลายดีแล้วใส่กล้วยที่หั่นไว้แล้วลงไป เมื่อกะทิเริ่มเดือดอีกครั้งใส่หัวกะทิลงไป และปล่อยทิ้งไว้ให้เดือดอีกประมาณ 3 นาที
  • อย่าต้มนานจนเกินไป เพราะจะทำให้กล้วยเละได้ ควรจะยังแข็งนิดหน่อย จากนั้นตักใส่จาน และเสิร์ฟ

เทคนิคเปิดร้าน ขนม หวาน ให้ขายดี

เมื่อเราได้ สูตรขนมหวาน ที่เด็ดพอจะทำกินกันอย่างอร่อย หรือจะนำไปใช้เริ่มต้นในการเปิดร้านกันได้แล้ว เรามาเก็บเทคนิคเพิ่มเติมในการทำของหวานทําง่าย ขายดีกันดีกว่า เผื่อใครกำลังอยากเริ่มธุรกิจบทความนี้จะได้ครบสูตรพร้อมเริ่มต้นสำหรับคุณ

  • รสชาติต้องดี

เรื่องนี้เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด ดังนั้นก่อนเริ่มขายจริงอาจต้องผ่านการทำเพื่อหาสูตรที่ลงตัวสำหรับคุณ และต้องให้คนชิมหลากหลาย เพื่อช่วยกันปรับสูตร เมื่อรสชาติดีจะช่วยให้ขายดีและบอกต่อกันได้ง่ายขึ้น

  • เจ้าของร้านต้องทำเป็นทุกอย่าง

แม้ว่าสุดท้ายต้องจ้างคนมาช่วย แต่เจ้าของร้านจำเป็นต้องทำเป็นทุกอย่างก่อน ถึงจะสามารถสอนหรือคุมงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • คอยสอบถามลูกค้า

เรื่องนี้ต้องสอบถามแบบไม่ให้เกิดความรำคาญ แนะนำให้สังเกตอย่างสุภาพ ถามเมื่อมีจังหวะ เพื่อนำความคิดเห็นกลับมาปรับปรุง

ขนม หวาน

วันนี้เราได้สูตร ขนมหวาน เด็ดตัวดังของไทยใช้กันแล้ว แนะนำให้ลองทำก่อนว่าเป็นรูปแบบขนมที่คุณชอบหรือไม่ เพราะถ้าเริ่มต้นจากความชอบจะต่อยอดได้ง่ายมากขึ้น แต่ถ้าใครเน้นทำกินเองก็สามารถใช้งานสูตรเหล่านี้ได้เช่นกัน รับรองว่าอร่อยแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
ขนม ผิง

ใครชอบขนมไทยที่มาพร้อมกลิ่นหอม ห้ามพลาดสูตร ขนม ผิง ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ใครชอบขนมไทยที่มาพร้อมกลิ่นหอม ห้ามพลาดสูตร ขนม ผิง ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้

ขนม ผิง

ขนมที่มาพร้อมรูปทรงน่ารัก รสชาติเป็นเอกลักษณ์ และยังมาพร้อมวิธีการทำแสนสนุก ทั้งหมดคือสิ่งที่ ขนม ผิง สามารถมอบให้กับคุณได้ ใครอยากลองเข้าครัวทำขนมชนิดนี้เองบอกเลยว่าห้ามพลาด เราเตรียมสูตรเด็ดมาให้คุณได้ลองนำไปทำตามกันเรียบร้อยแล้ว

ประวัติของ ขนม ผิง

ขนม ผิง

เรามาเริ่มทำความรู้จักกับเมนู ขนมผิง กันก่อนดีกว่า ขนมผิงมาจากอาหารโปรตุเกส ซึ่ง ‘ท้าวทองกีบม้า’ ที่เรากำลังรู้จักกันจากละครชื่อดังเป็นผู้ริเริ่มขนมผิงโบราณขึ้นมา โดยขนมชนิดนี้มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา และนางยังเป็นผู้คิดค้นขนมหลาย ๆ อย่างที่นิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เพราะได้รับตำแหน่งราชการเป็นตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น จึงทำให้มีโอกาสได้ทำอาหาร ขนม จนเกิดการผสมผสานวัฒนธรรมจากหลายชาติเข้ามารวมกันมากมาย และกลายเป็นขนมยอดฮิตอย่างทุกวันนี้

วัตถุดิบสำหรับการทำขนม ผิง

อยากทำขนม ผิงให้ได้ตาม สูตรขนมผิง ดั้งเดิมจะต้องเตรียมอะไรบ้าง วันนี้คุณสามารถนำรายการที่เราสรุปมาไปตามหาวัตถุดิบเพื่อมาเข้าครัวกันได้เลย

ขนม ผิง
  • วัตถุดิบในการทำขนมผิง
    • แป้งมัน 500 กรัม
    • กะทิ 250 กรัม 
    • น้ำตาลทรายขาว 250 กรัม
    • ไข่แดง 2 ฟอง
    • ใบเตย สำหรับเพิ่มความหอม

วิธีการทำขนมผิง

วัตถุดิบของ ขนมผิง นั้นบอกเลยว่าไม่เยอะ เตรียมง่าย เมื่อรู้แล้วว่าขนมผิง ทำ จากอะไร ดังนั้นเรามาเริ่มเข้าสู่ขั้นตอนวิธี ทำขนมผิงกันเลยดีกว่า

ขนม ผิง
  1. เริ่มการเคี่ยวน้ำตาล โดยการผสมกะทิกับน้ำตาลทราย คนให้ละลาย นำขึ้นตั้งไฟเคี่ยวให้เป็นยางมะตูม ยกลงพักไว้ให้อุ่น เมื่อกะทิอุ่น ใส่ไข่แดงลงไปผสมให้เข้ากัน แล้วค่อย ๆ เติมแป้งลงไป จากนั้นทำการนวดให้เข้ากันจนแป้งเนียน พักไว้ 1 คืน แนะนำว่าควรเอาพลาสติกถนอมอาหารคลุมไว้
  2. เมื่อพักแป้งเอาไว้ตามเวลาที่กำหนดให้คุณเริ่มการปั้น ก่อนปั้นต้องนำมานวดให้เข้ากันอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ ปั้นเป็นก้อนกลมแบน ขนาดประมาณเหรียญบาท เรียงใส่ถาดที่ทาน้ำมัน
  3. เมื่อเรียงได้ตามที่ต้องการให้นำเข้าอบที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 15 นาที โดยใช้ไฟบน-ล่าง เมื่อครบเวลานำออกมาพักให้เย็น จากนั้นสามารถเก็บใส่ภาชนะ ปิดให้มิดชิด และหยิบมากินตามที่ต้องการกันได้เลย

ขนม ผิง มีสูตรไหนน่าสนใจอีกบ้าง

เรามาดูกันว่าความน่าสนใจของขนมผิง ยังมีสูตรไหนที่คุณสามารถนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำขนมไทย ทำเองกันได้อีกบ้าง เพราะด้วยความที่อยู่กับวงการขนมมานาน ทำให้มีคนพยายามพัฒนาสูตรขนม ไทยเมนูนี้ให้น่าสนใจเพิ่มมากขึ้น มีอะไรบ้างมาดูกัน

ขนม ผิง
  • สูตรกะทิอบควันเทียน

สูตรนี้สามารถที่จะอบควันเทียนด้วยวิธีการแบบดั้งเดิมด้วยตนเอง หรือจะมองหากะทิที่อบควันเทียนมาเรียบร้อยแล้วเพื่อใส่ในส่วนผสมได้ตามต้องการ เสน่ห์ของสูตรนี้คือความหอมที่เพิ่มมากขึ้นอย่างมีเอกลักษณ์ ทำให้การกินนั้นมีความอร่อยถูกปากมากขึ้น แต่ถ้าเก็บเอาไว้นาน ๆ อาจทำให้กลิ่นเลือนหายไปตามกาลเวลาได้

  • สูตรน้ำตาลโตนด

ใครที่ชอบความหวานแนะนำว่าไม่ควรพลาดสูตรนี้ แต่ต้องระวังในเรื่องของความแห้งกันให้ดี ระหว่างที่นวดแป้งถ้ารู้สึกว่าแป้ง แตก มากจนเกินไปคุณสามารถที่จะเพิ่มน้ำลงไปได้เล็กน้อย เพื่อให้ตัวแป้งยังเกาะเป็นเนื้อเดียวกันได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

ขนม ผิง

การทำ ขนมผิง นั้นนิยามกันว่าเป็นคุกกี้ของไทย และยังมีขนมอย่างคุกกี้สิงคโปร์ที่มีความคล้ายกัน แต่ไม่ละลายในปากเท่า นอกจากเมนูนี้แล้วท้าวทองกีบม้ายังฝากเมนูขนมที่น่าสนใจเอาไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเรามากมาย ไม่ว่าจะเป็นสังขยา สัมปันนี กะหรี่ปั๊บ ลูกชุบ ฝอยทอง และอีกมากมายที่ประวัติศาสตร์ได้ทำการบันทึกเอาไว้ บอกเลยว่าสามารถนำมาเป็นแรงบันดาลใจ พร้อมทั้งอาจเลือกหยิบมาทำการฟิวชั่นให้คุณได้สนุกไปกับการทำขนมของไทยเราให้มากขึ้น ซึ่งนอกจากอาหารแล้วขนมของบ้านเราก็ถือว่าเป็นที่นิยมไปทั่วโลกไม่แพ้กัน นี่อาจกลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ให้กับคุณได้เลยทีเดียว

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
มะพร้าวแก้ว

มาทำเมนูขนมอย่าง มะพร้าวแก้ว สุดหอมหวานกันมาทำเมนูขนมอย่าง มะพร้าวแก้ว สุดหอมหวานกัน

มะพร้าวแก้ว

รสชาติหวาน มัน สีสันสวยงามน่ากินเป็นที่สุด และนี่คือเมนูดัง มะพร้าวแก้ว นั่นเอง เมนูนี้ทำง่ายกว่าที่คิด ใครที่ชอบเข้าครัวทำทุกเมนูด้วยตัวเองไม่ควรพลาด บอกเลยว่าทั้งสนุก แถมยังเอาไว้กินได้นาน อยากเอาไปแจกเพื่อน หรือปาร์ตี้ รวมทั้งเป็นแนวทางไอเดียสร้างอาชีพก็เหมาะ ใครอยากรู้สูตรแล้วตามมาเก็บไปทำกันได้เลย

ประวัติที่น่าสนใจของ มะพร้าวแก้ว

มะพร้าวแก้ว

ก่อนที่จะไปลงลึกถึงสูตรของ มะพร้าว แก้ว เรามาทำความรู้จักกับที่มาของเมนูนี้กันก่อน เพราะขนมที่มาพร้อมเรื่องราวจะทำให้การทำและการกินอร่อยมากขึ้นได้ โดยมะพร้าว แก้วนั้นทำมาจากมะพร้าวทึนทึก ที่นำมาขูดเป็นเส้น แล้วนำไปผัด ทำให้ได้ความหวานมัน และเป็นการแปรรูปเพื่อใช้ประโยชน์ผลไม้ได้อย่างมีคุณค่ามากขึ้ ประเภทของมะพร้าวที่นิยมใช้ทำเมนูนี้คือ มะพร้าวทึนทึก เลือกจากเปลือก ต้องขูดออกมาแล้วมีสีขาว ถ้าเขย่าต้องมีเสียงน้ำมะพร้าวคลอนไปมา จึงจะเหมาะกับการนำมาทำมะพร้าวแก้ว

วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการทำเมนู มะพร้าวแก้ว

เรามาดูกันว่าต้องเตรียมอะไรบ้างเพื่อให้พร้อมสำหรับการเข้าครัวทำเมนูนี้อย่างมะพร้าวแก้ว ซึ่งเราจะขออาสามาแนะนำวิธี ทำ มะพร้าวแก้วแบบ เส้นให้คุณได้นำไปใช้กัน

มะพร้าวแก้ว
  • วัตถุดิบที่ต้องใช้ในการทำมะพร้าวแก้ว
    • มะพร้าวทึนทึก 200 กรัม (ขูดเป็นเส้น)
    • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
    • น้ำใบเตย ½ ถ้วย
    • เกลือ ¼ ช้อนชา

หมายเหตุ : แนะนำว่าให้ค่อย ๆ ทำ เพราะเมนูนี้ไม่เหมาะที่จะทำเอาไว้จำนวนมาก ควรทำแบบพอกิน เพราะไม่อย่างนั้นอาจทำให้เนื้อเหนียวเมื่อเก็บไว้นานจนเกินไป และสามารถเพิ่มสีผสมอาหารเพื่อทำเป็นสีสันตามที่ชอบได้อีกด้วย

วิธีในการทำเมนูมะพร้าวแก้ว

เมื่อวัตถุสำหรับมะพร้าวแก้ว พร้อมแล้วเรามาเริ่มเข้าสู่วิธี ทำ มะพร้าวแก้วกันเลยดีกว่า เมนูนี้จะต้องทำอย่างไรบ้าง เพื่อให้ได้ออกมาอร่อยหวายมันได้ใจเหมือนกับสูตรโบราณ วันนี้เราได้สรุปวิธีทำที่ง่ายที่สุดมาฝากคุณกันที่นี่เรียบร้อยแล้ว

มะพร้าวแก้ว
  1. นำมะพร้าวทึนทึกมาขูดเป็นเส้น ๆ พยายามขูดไม่ต้องถึงกะลา เอาแต่เนื้อสีขาว ๆ เพราะเป็นส่วนที่นำมาใช้แล้วอร่อย หวาน มัน และเนื้อสัมผัสกำลังดีมากที่สุด
  2. เมื่อได้มะพร้าวที่ขูดเรียบร้อยแล้ว เตรียมน้ำใบเตยเข้มข้นต่อ ซึ่งน้ำใบเตยนั้นจะได้มาจากการนำใบเตยไปปั่นกับน้ำเปล่า และกรองเอาแต่ส่วนของน้ำออกมา (ใช้ผ้าขาวบางในการกรองได้)
  3. ใส่มะพร้าวขูด น้ำตาลทราย น้ำใบเตย และเกลือลงในกระทะ เปิดไฟกลาง จากนั้นหมั่นคนไปเรื่อย ๆ จนน้ำงวดแล้วปิดไฟ
  4. จากนั้นใช้ช้อนกับส้อมตักมะพร้าวแก้วมาพอดีคำ วางลงในภาชนะ แล้วนำไปตากแดดให้แห้ง หรืออบที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส จนแห้ง
  5. เมื่ออบเสร็จแล้วจะได้มะพร้าวแก้วใบเตย ที่มาพร้อมเนื้อสัมผัสที่แห้งและหวานกำลังดี

หมายเหตุ : ถ้าลดน้ำตาลลงจะได้แบบไม่หวานและนิ่มมากขึ้น ดังนั้นสามารถเลือกทำได้ตามแบบที่คุณชอบกันได้เลย

ประโยชน์จากเมนูมะพร้าวแก้ว

มะพร้าวแก้ว

เรามาดูกันว่าถึงแม้ มะพร้าวแก้วจะเป็นขนมไทย แต่ก็ยังมาพร้อมกับประโยชน์ให้กับร่างกายของคุณ ประโยชน์เหล่านี้จะมีอะไรบ้าง เราตามมาเก็บเพื่อใช้เป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจเพื่อกินและทำเมนูนี้กันดีกว่า

  • เนื้อมะพร้าวมาพร้อมไฟเบอร์ที่สูง มีคาร์โบไฮเดรต โปรตีน โพแทสเซียม ฟอสฟอรัส และเหล็ก เรียกว่ากินเข้าไปคำเดียวได้ประโยชน์จากวิตามิน และแร่ธาตุที่น่าประทับใจ
  • มีส่วนช่วยบำรุงหัวใจ ในเนื้อมะพร้าวและน้ำมะพร้าวนั้นมีส่วนช่วยป้องกันโรคหัวใจ และหลอดเลือด ไขมันในมะพร้าวเป็นไขมันดี ช่วยลดปริมาณไขมันไม่ดีในร่างกายได้

ใครที่ชอบเมนูขนมแบบไทย ๆ แนะนำเลยว่า มะพร้าว แก้ว เป็นหนึ่งในเมนูที่คุณไม่ควรพลาดจะเข้าครัวไปลองทำกันด้วยตัวเอง เพราะเป็นเมนูที่ทำง่าย เกิดมาจากแนวคิดของการแปรรูปเพื่อยืดอายุวัตถุดิบ และที่สำคัญคือเป็นเมนูที่อร่อย เคี้ยวเพลิน ถ้าได้ลองกินอาจไม่สามารถหยุดได้ง่าย ๆ ดังนั้นอย่ารอช้ารีบไปเพิ่มเสน่ห์ปลายจวักกันด้วยเมนูนี้กันเลยดีกว่า

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
ชู โรส

อยากกินปาท่องโก๋ สเปนอย่าง ชู โรส ทำเองได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลาอยากกินปาท่องโก๋ สเปนอย่าง ชู โรส ทำเองได้ง่าย ๆ ไม่ต้องเดินทางให้เสียเวลา

ชู โรส

ชู โรส ถือว่าเป็นขนมที่มีชื่อเสียงของประเทศสเปน หลายคนเคยได้กินก็ติดใจ แต่ถ้าอยากกินแบบจุใจ ปรับแต่งสูตรได้ตามที่ชอบ แนะนำว่าให้มาใช้สูตรจากเราในวันนี้ไปทำกันเองจะฟินกว่า และวันนี้เราเตรียมข้อมูลที่น่าสนใจของขนมชนิดนี้มาฝากกันอีกด้วย

ประวัติของ ชู โรส

ชู โรส

ถ้าจะตามหาประวัติที่แน่ชัดของ ชูโรส อาจจะยังไม่มีการระบุชัดเจน เพราะบางแหล่งก็บอกว่าเกิดที่จีน แล้วนักสำรวชาวโปรตุเกสนำมาพัฒนาต่อ ส่วนอีกแหล่งบอกว่าชูโรสถูกคิดค้นมาจากคนเลี้ยงแกะ โดยเขาทำขึ้นแทนขนมปัง เพราะเข้าไม่สามารถซื้ออาหารสดได้ เลยเอาแป้ง น้ำ และน้ำมันมาผสมกัน และชื่อของขนมชูโรสก็ได้แรงบันดาลใจมาจากเขาของแกะที่เรียกว่า ชูร์ร่า ซึ่งประวัติจากแหล่งที่สองคนเชื่อถือกันมากกว่าว่าชู โรสคือขนมที่เกิดมาจากคนเลี้ยงแกะ

วัตถุดิบที่ต้องเตรียมสำหรับการทำชู โรส

บอกเลยว่าวัตถุดิบที่ต้องใช้ในการทำชู โรส นั้นไม่ได้มาก และสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ทำให้กลายเป็นเบเกอรี่ยอดนิยมนั่นเอง มีอะไรที่ต้องเตรียมให้พร้อมเพื่อทำเมนูนี้บ้าง มาดูกัน

ชู โรส
  • วัตถุดิบในการทำชูโรส
    • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม
    • น้ำ 250 กรัม
    • เนยเค็ม 50 กรัม
    • น้ำตาลทราย 30 กรัม
    • ไข่ไก่ 3 ฟอง
    • น้ำตาล ใช้คลุก

มาแกะสูตรวิธีการทำ ชู โรส กัน

เมื่อเตรียมของเรียบร้อยมาเริ่มทำ ชูโรส กันดีกว่า วิธี ทำ ชู โรสนั้นไม่ยาก แต่ต้องอาศัยความพิถีพิถัน รับรองว่าเป็นเบเกอรี่ทำเองที่ทำให้คุณต้องติดใจอย่างแน่นอน

ชู โรส
  1. เริ่มจากการร่อนแป้งสาลีอเนกประสงค์ จากนั้นทำการแล้วพักไว้ก่อน
  2. ผสมน้ำ เนยเค็ม และน้ำตาลทรายเข้าด้วยกัน นำขึ้นตั้งไฟแรง รอจนส่วนผสมเดือด แล้วเติมแป้งที่ร่อนพักไว้ลงไป คนให้ทุกส่วนผสมเข้ากัน
  3. จากนั้นเปลี่ยนส่วนผสมเอาไปใส่ในอ่างผสม ใช้ตะกร้อตีเพื่อให้ส่วนผสมได้คลายความร้อน พออุ่น ๆ แล้วค่อย ๆ เติมไข่ไก่ลงไป คนผสมให้เข้ากัน ตักใส่ถุงบีบที่เตรียมไว้
  4. ตั้งน้ำมันโดยใช้ไฟปานกลาง พอน้ำมันร้อน บีบขนมเป็นรูปทรงตามชอบ ทอดให้เหลืองสวยงามจนสุก แล้วนำออกมาพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน จากนั้นนำมาคลุกน้ำตาลได้มากน้อยตามชอบกันได้เลย เพียงเท่านี้ก็ครบขั้นตอนวิธี ทํา ชู โรสง่ายๆ กันแล้ว

เพิ่มลูกเล่นอะไรกันได้อีกบ้าง

สูตรชูโรส ที่เราแนะนำไปนั้นจะเป็นเพียงแป้งคลุกน้ำตาล แต่ในตอนนี้ขนมชนิดนี้เพิ่มความหลากหลายให้ได้ความอร่อย และน่าสนใจมากขึ้นกว่านั้น ใครมาสายเบเกอรี่โฮมเมดสามารถเก็บแรงบันดาลใจเหล่านี้ไปเพิ่มเติมให้ขนมของคุณกันได้เลย

ชู โรส
  • รสช็อกโกแลต อัลมอนด์

บอกเลยว่าเมนูเบเกอรี่ง่าย ๆ เมนูนี้มาพร้อมกับความเข้ากันได้ดีกับรสชาตินี้มาก เพราะคุณจะได้ทั้งความเข้มข้นของช็อกโกแลต มีความกรุบกรอบของอัลมอนด์ และยังได้ความกรอบนุ่ม หวาน หอมของตัวแป้ง ทุกอย่างผสมกันได้อย่างลงตัว ลองทีไรก็ต้องหลับตาพริ้มเพราะติดใจอย่างแน่นอน

  • รสนัตตี้คาราเมล

เมื่อเลือกจะมาสายหวานแล้วก็บอกเลยว่าต้องไปให้สุด มาเพิ่มความกรุบกรอบจากถั่ว และราดคาราเมลลงไปเพิ่มให้หวานละมุน ยิ่งถ้าเป็นสายชอบทำเบเกอรี่ และยังทำคาราเมลเองด้วยแล้วบอกเลยว่าทุกอย่างจะลงตัวพร้อมทั้งมีเอกลักษณ์เพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน

ชู โรส

ใครได้สูตร ชูโรส ในวันนี้กันไปแล้วอยากลองทำด้วยตัวเองบอกเลยว่าเมนูนี้ทำไม่ยาก และยังปรับแต่งขนาดของตัวขนมให้เล็กใหญ่ได้ตามความชอบอีกด้วย ขอแค่ทอดในอุณหภูมิที่เหมาะ ได้สีเหลืองสวย เอามากินคู่กับท็อปปิ้งไหนก็ลงตัว หรือจะกินเปล่า ๆ ก็ได้ความคลาสสิคไม่แพ้กัน ยกให้เป็นเมนูขนมนานาชาติที่สายโฮมเมดไม่ควรพลาดที่จะลองทำด้วยตัวเองกันดูสักครั้ง เพราะใครได้กินติดใจแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
วาฟเฟิล ฮ่องกง

วาฟเฟิล ฮ่องกง ไอเดียจากฮ่องกง บินลัดฟ้ามาไทยให้คุณได้แกะสูตร วา ฟ เฟิ ลไปใช้กันวาฟเฟิล ฮ่องกง ไอเดียจากฮ่องกง บินลัดฟ้ามาไทยให้คุณได้แกะสูตร วา ฟ เฟิ ลไปใช้กัน

วาฟเฟิล ฮ่องกง

ถ้าพูดถึงวาฟเฟิลหลายคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็น วาฟเฟิล ฮ่องกง และบอกว่าวันนี้เรามีสูตรมาให้น่าจะทำให้สายขนมหลายคนตื่นเต้นมากขึ้น เมนูนี้ต้องทำอย่างไร เตรียมอะไรบ้าง มีความน่าสนใจอย่างไร วันนี้เรามาทำความรู้จักกับเมนูนี้ให้มากขึ้นไปพร้อมกันดีกว่า

ที่มาของเมนู วาฟเฟิล ฮ่องกง

วาฟเฟิล ฮ่องกง

สำหรับ วาฟเฟิลฮ่องกง นั้นจะเรียกกันอีกอย่างว่าวาฟเฟิลไข่ เกิดขึ้นมาในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ช่วงปี 1950 เพราะด้วยช่วงนั้นเศรษฐกิจค่อนข้างตกต่ำ ทำให้คนพยายามเร่งหาไอเดีย เพิ่มเอกลักษณ์ จนร้านชำแห่งหนึ่งของฮ่องกงได้คิดวิธีใช้ไข่ไก่ที่ขายไม่ออกให้เกิดประโยชน์มากที่สุด วาฟเฟิลฮ่องกงจึงถือกำเนิดขึ้น โดยมีการออกแบบแม่พิมพ์ใหม่ มีความแปลกตา มีเอกลักษณ์ กลายเป็นเมนูยอดฮิตไปทั่วโลกมาจนถึงทุกวันนี้

วัตถุดิบในการทำ วาฟเฟิล ฮ่องกง

เมื่อได้รู้จักกับวาฟเฟิล ฮ่องกง กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เรามาเข้าสู่ขั้นตอนของการเตรียมวัตถุดิบเพื่อทำวาฟ เฟิล ฮ่องกงกันดีกว่า มีอะไรที่ต้องใช้บ้าง เพื่อให้ได้วา ฟ เฟิ ล กรอบมาดูกัน

วาฟเฟิล ฮ่องกง
  • วัตถุดิบที่ต้องใช้ทำขนม วา ฟ เฟิ ล
    • แป้งสาลีอเนกประสงค์ 230 กรัม
    • แป้งท้าวยายม่อม 55 กรัม
    • ผงฟู 20 กรัม 
    • น้ำตาลทราย 130 กรัม
    • ไข่ไก่ 2 ฟอง 
    • น้ำมันรำข้าว 50 กรัม
    • นมสด 1 ถ้วย
    • น้ำเปล่า 1 ถ้วย (หรือน้ำปูนใส)
    • วานิลลา 1 ช้อนโต๊ะ
    • เนยละลาย 90 กรัม
    • น้ำมันพืช (สำหรับทาพิมพ์)

วิธีทำวาฟเฟิลฮ่องกง ให้อร่อยเหมือนต้นตำรับ

เมื่อเตรียมทุกวัตถุดิบของ วาฟเฟิลฮ่องกง เรียบร้อยแล้วก็ต้องเริ่มทำกันเลย แต่ถ้าใครต้องการเพิ่มไส้อะไรเข้าไปให้เป็นวา ฟ เฟิ ล ไส้ ทะลักก็สามารถทำได้เช่นกัน ส่วนใหญ่จะนิยมใส่ ผลไม้ ถั่ว ช็อกโกแลตชิพ เป็นต้น หลังวัตถุดิบครบ ก็ถึงเวลามาเริ่มลงมือกันแล้ว

วาฟเฟิล ฮ่องกง
  1. ตวงแป้งสาลีอเนกประสงค์ 230 กรัม ตวงแป้งท้าวยายม่อม 55 กรัม เข้ามาไว้รวมกัน จากนั้นใส่ผงฟู น้ำตาลทรายรวมเข้าไปเพิ่ม คนให้เข้ากันด้วยตะกร้อมือ จากนั้นพักเตรียมเอาไว้
  2. เตรียมชามผสมอีกชามแล้วใส่ไข่ไก่กับน้ำมันรำข้าวลงไป จากนั้นเทนมสดลงไปตีผสมให้เข้ากัน เติมน้ำเปล่าลงไป ถ้าขั้นตอนนี้ได้เป็นน้ำปูนใสจะดียิ่งขึ้น เพราะจะทำให้แป้ง วา ฟ เฟิ ลกรอบนานขึ้น ขั้นตอนนี้ยังต้องใส่กลิ่นวานิลลาลงไป คนให้เข้ากันเล็กน้อย
  3. ค่อย ๆ ใส่ส่วนผสมแป้งลงไป ผสมให้เข้ากันดีจนได้เนื้อเนียน สุดท้ายใส่เนยละลายลงไปตีผสมให้เข้ากัน จะทำให้ได้แป้งวาฟเฟิลที่พร้อมหยอด ลักษณะเนื้อแป้งจะค่อนข้างเหลว
  4. เริ่มขั้นตอนการทำโดยใช้แปรงจุ่มน้ำมันทาให้ทั่วเตา อุ่นเครื่องให้ร้อน เมื่อเริ่มร้อนให้หยอดแป้งลงไป ทำการเกลี่ยหน้าแป้งให้บาง ๆ ทั่วพิมพ์ จากนั้นให้พลิกเครื่องกลับด้านทันที อบด้านละประมาณ 2 นาที เมื่อสุกแล้ว ให้รีบเอาออกจากเครื่อง
  5. ม้วนให้กลม ๆ เพื่อความสวยงาม แต่ถ้าไม่ต้องการม้วนก็สามารถทำได้เช่นกัน แนะนำให้กินตอนกำลังร้อน ๆ พึ่งออกจากเตา เพราะจะได้ความกรอบ อร่อย

ไส้ยอดนิยมที่มักกินคู่กับวาฟเฟิล ฮ่องกง

วาฟเฟิล ฮ่องกง

เรามาหาไอเดียในการทำ วาฟเฟิลฮ่องกง เพิ่มดีกว่าว่าเมื่อเลือกเมนูนี้มาทำแล้วจะสามารถเพิ่มเติมไส้อะไรเข้าไปให้น่าสนใจได้บ้าง

  • มิกซ์กับผลไม้

เมนูขนมที่มีแป้งเป็นหลักแบบนี้เข้ากันได้ดีกับผลไม้ชนิดต่าง ๆ อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นกล้วย สตรอเบอร์รี่ หรือผลไม้อื่น ๆ ถ้าชอบก็เอามาราดหน้าแล้วกินคู่กันได้เลย และถ้าเป็นกล้วยสามารถลองใส่เข้าไปในตัวแป้งตอนอบได้ด้วย

  • ผสมกับช็อกโกเลตและถั่ว

ใครอยากได้ความเข้มข้นเพิ่ม แนะนำเลยว่าใส่ท็อปปิ้งเป็นช็อกโกเลตและถั่วเข้าไปอร่อยเข้ากันดีอย่างแน่นอน สามารถใส่ลงไปในตัวแป้งตอนอบได้เลย เมื่อสุกแล้วช้อกโกแลตจะเยิ้มมากขึ้น ถั่วจะกรอบ หอม กลายเป็นเมนูที่น่าประทับใจ

วาฟเฟิล ฮ่องกง

วันนี้ได้ สูตรวาฟเฟิลฮ่องกง กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ใครสนใจอยากลองทำเมนูนี้กันเองที่บ้านบอกเลยว่าเตาที่ใช้ทำเมนูนี้ในตอนนี้หาไม่ยากแล้ว เพราะเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อย ๆ นั่นเอง และจะสนุกขึ้นด้วยการที่คุณหาไอเดียของมากินคู่กับเมนูนี้

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE
ขนม สาลี่

ใครชอบ ขนม สาลี่ แต่ไม่อยากไปหาซื้อ มาตามสูตร ขนม สาลี่ในวันนี้ไปทำกันใครชอบ ขนม สาลี่ แต่ไม่อยากไปหาซื้อ มาตามสูตร ขนม สาลี่ในวันนี้ไปทำกัน

ขนม สาลี่

ขนมที่มาพร้อมความนุ่ม ฟู หอม อร่อย แถมยังมีสีสันน่ารักโดนใจ เรากำลังพูดถึง ขนม สาลี่ อยู่นั่นเอง ขนมชนิดนี้ช่วงเทศกาลต่าง ๆ แต่ถ้าอยากลองทำเอง เพื่อให้ได้สีสัน รูปทรง และปริมารตามใจชอบจะต้องทำอย่างไรบ้าง วันนี้เราเตรียมสูตรเด็ดมาฝากกันแล้ว

ประวัติของ ขนม สาลี่

ขนม สาลี่

ก่อนจะเริ่มเข้าเรื่องสูตรการทำ ขนมสาลี่ เรามารู้จักกับขนมสาลี่ให้มากขึ้นกันก่อน ขนมชนิดนี้นั้นมีมาตั้งแต่ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แล้ว ซึ่งในช่วงแรกขนมชนิดนี้นั้นเป็นขนมหวานที่เลือกมากินคู่กับน้ำแข็งใส หรือพวกไอศกรีมกะทิสด แต่เมื่อลองมากินกันแบบเดี่ยว ๆ ขนม สาลีก็อร่อยแบบมีเอกลักษณ์ ทำให้คนนิยมกินกันมากขึ้น และยังคงนิยมต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งถือว่าเป้นขนมชื่อดังของจังหวัดสุพรรณบุรีอีกด้วย

วัตถุดิบในการทำ ขนม สาลี่

เรามาเริ่มขั้นตอนการเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมสำหรับการทำขนม สาลี่ กันดีกว่า อยากทำถ้วย ฟู ปุยฝ้าย สาลี่ในตำนานต้องมีอะไรพร้อมบ้างมาดูกัน

ขนม สาลี่
  • วัตถุดิบสำหรับการทำขนม
    • แป้งเค้ก 120 กรัม 
    • ผงฟู 1 ช้อนชา 
    • เกลือ ¼ ช้อนชา
    • ไข่ไก่เบอร์ 2 3 ฟอง 
    • น้ำตาลทราย 130 กรัม 
    • น้ำเปล่า 70 กรัม 
    • สารเสริมเอสพี 10 กรัม
    • กลิ่นมะลิ ½ ช้อนชา 
    • สีผสมอาหารสีแดง 
    • ลูกเกด

หมายเหตุ : สำหรับสารเสริมเอสพีนั้นสามารถเลือกได้ว่าจะใส่หรือไม่ใส่ ถ้าใส่ก็จะเพิ่มปริมาตรของขนมให้สูงขึ้น และรอนึ่งได้

วิธีในการทำขนมสาลี่

เมื่อเตรียมวัตถุดิบเรียบร้อยแล้ว เรามาเริ่มเข้าสู่การเข้าครัวทำ ขนมสาลี่ กันดีกว่า วิธี ทำ ขนม สาลี่นั้นต้องทำอย่างไร เพื่อให้ออกมานุ่มฟูหอมอร่อย เราเตรียมเทคนิคเคล็ดลับที่อร่อยไม่แพ้เจ้าดังมาฝากกันแล้ว

ขนม สาลี่
  1. ร่อนแป้งเค้ก และผงฟู ให้แป้งฟูเบาขึ้น และเอาสิ่งสกปรกออก หลังจากนั้นใส่เกลือลงในแป้ง คนให้เข้ากัน พักไว้ และนำไข่ไก่ น้ำตาลทราย ตามด้วยน้ำเปล่า ใส่ลงในโถตี และปาดสารเสริมเอสพีที่หัวตะกร้อ
  2. ตีด้วยความเร็วสูงประมาณ 6 นาที จนขึ้นฟู ระหว่างตีให้ใส่กลิ่นมะลิลงไป เมื่อครบเวลาให้เปลี่ยนเป็นความเร็วต่ำสุด แล้วทยอยใช้ช้อนตักแป้งใส่ลงในโถตี โดยทยอยใส่จนหมด ในระหว่างใส่แป้งให้ตีด้วยความเร็วต่ำสุด
  3. หลังจากใส่แป้งหมดให้ใส่สีผสมอาหารสีแดง สามารถหยอดลงไปจนได้สีที่ชอบ จากนั้นตีต่อจนแป้งและส่วนผสมอื่น ๆ เข้ากันดี แล้วปิดเครื่องตี
  4. ใช้พายซิลิโคนตะล่อมส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันอีกครั้ง หลังจากนั้นเทใส่ถาดสี่เหลี่ยมขนาด 8×8 หรือ 9×9 นิ้ว เกลี่ยให้หน้าขนมเรียบ แล้วแต่งหน้าด้วยลูกเกด เพื่อเป็นการแข่งชิ้นได้ง่ายมากขึ้น
  5. นำลงนึ่งด้วยไฟกลาง ประมาณ 12-15 นาที ก่อนที่จะนึ่งน้ำในซึ้งต้องเดือดก่อนนำขนมลงนึ่งเท่านั้น
  6. เมื่อนึ่งสุก ลูกเกดอาจจะจมบ้าง ดังนั้นเพื่อเพิ่มความสวยงาม สามารถนำมาแต่งเพิ่มได้ เมื่อนึ่งสุก พักให้เย็น แกะกระดาษไขออก ตัดเป็นชิ้นตามที่ต้องการ สามารถกินได้เลย ยิ่งนึ่งเสร็จใหม่ ๆ บอกเลยว่ายิ่งอร่อย นุ่ม

ทำไมต้องใช้ ขนม สาลี่ ในการไว้เจ้า

เมื่อได้สัมผัสกับความอร่อยกันไปแล้ว หลายคนอาจยังมีข้อสงสัยอยู่ว่าทำไม ขนมสาลี่ถึงเป็นขนม สาลี่ไหว้เจ้าที่นิยม วันนี้เราเตรียมคำตอบเพื่อให้คุณได้คลายข้อสงสัย พร้อมทั้งได้ทำความรู้จักกับขนมชนิดนี้ให้มากขึ้นกันแล้ว

ขนม สาลี่
  • เป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกความรุ่งเรือง เฟื่องฟู เหมือนกับขนมที่ฟูออกมาสวยงาม
  • มีความมงคลและมักใช้ในเทศกาลของชาวจีนหลากหลายเทศกาล ทั้งงานแต่ง งานตรุษจีน วันขึ้นปีใหม่
  • มีความหมายที่มงคล ทำไม่ยาก และยังสามารถแจกจ่ายเพื่อกินกันได้เยอะ เพราะคนจีนมักมีครอบครัวใหญ่ จึงต้องหาขนมที่ทำครั้งละเยอะ ๆ ได้

วันนี้ได้รู้จักกับทั้งที่มา สูตร และโอกาสในการใช้งาน ขนมสาลี่ กันไปแล้ว ที่เหลือก็คือการลงมือทำเมนูนี้ให้ออกมาอร่อยสมใจนั่นเอง ใครที่ต้องการทำขนมเอาไว้กินเล่นเพลิน ๆ แถมยังได้ความสวยงามด้วยก็สามารถนำสูตรในวันนี้ไปทำได้ โดยยังสามารถเปลี่ยนสีของขนมให้เป็นไปตามที่ต้องการกันได้อีกด้วย

อ่านบทความอื่นๆ:

READ MOREREAD MORE