หมวดหมู่: สูตรขนม

ทา ร์ ต ผล ไม้

ขอแนะนำ ทา ร์ ต ผล ไม้ รสชาติเปรี้ยว หวาน ที่มาพร้อมสีสันสดใสขอแนะนำ ทา ร์ ต ผล ไม้ รสชาติเปรี้ยว หวาน ที่มาพร้อมสีสันสดใส

ทา ร์ ต ผล ไม้

วันนี้เราจะมาแนะนำเมนูสุดฮิตที่ทุกคนชอบทานนั่นก็คือ ทา ร์ ต ผล ไม้ ที่มีความหอมของแป้งทาร์ต และรสชาติเปรี้ยวอมหวานของผลไม้ที่สผมผสานกันได้อย่างลงตัว สำหรับใครที่อยากลองทำเมนูชนิดนี้ไว้ทำทานที่บ้านในวันหยุดสุดสัปดาห์ เรามีสูตราทร์ตเนื้อนุ่มตกแต่งหน้าด้วยผลไม้หลากหลายชนิด มาให้ทุกคนได้ทำตาม

เปิดสูตร ทา ร์ ต ผล ไม้ เนื้อนุ่ม ทำทานก็อร่อย ทำขายก็ปังสุดๆ 

ทา ร์ ต ผล ไม้

ทาร์ต ผล ไม้ เป็นเมนูขนมหวานที่หลายคนชอบทาน เพราะนอกจากจะหน้าตาชวนรับประทานแล้ว ยังมีรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ สำหรับขนมทาร์ตสามารถทำเป็น ทาร์ตผลไม้ครีมชีส หรือจะทำเป็นทาร์ตหน้าต่างๆ เช่น ทาร์ตผลไม้แห้ง หรือจะตกแต่งด้วยผลไม้สดก็อร่อยสุดๆ สำหรับวันนี้เราจะชวนทุกเข้าครัวทำทาร์ตสูตรทาร์ตผลไม้รวมมิตร โดยวิธีทําทาร์ตผลไม้ง่ายๆ ซึ่งก่อนที่จะลงมือทำ เราไปเตรียมวัตถุดิบดังนี้

วัตถุดิบในการทำแป้งทาร์ต

  1. แป้งอเนกประสงค์ 150 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 40 กรัม
  3. เนยรสจืด 100 กรัม
  4. เกลือป่น ¼ ช้อนชา
  5. ไข่ไก่ 1 ฟอง
  6. กลิ่นวานิลลา ½ ช้อนชา
ทา ร์ ต ผล ไม้

วัตถุดิบ และส่วนผสมไส้ทาร์ต

  1. แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  2. นมสด 400 กรัม
  3. น้ำตาลทราย 100 กรัม
  4. เนยจืด 20 กรัม
  5. เกลือป่น ½ ช้อนชา
  6. ไข่แดง 3 ฟอง
  7. กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา

วิธีทำทาร์ต ผลไม้ สูตรดั้งเดิม รสชาติหวาน หอมละมุน อร่อยถูกใจ

ทา ร์ ต ผล ไม้

เมื่อเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำทาร์ตผลไม้เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของผลไม้ที่ใช้แต่งหน้าขนมเค้กทาร์ตสามารถใช้ผลไม้สด หรือผลไม้แห้งเลือกได้ตามใจชอบ ต่อมาเข้าสู่กระบวนการทำเมนูเค้กทาร์ต โดยขั้นตอนดังนี้

  1. นำแป้งอเนกประสงค์มาร่อนในภาชนะที่เตรียมไว้ จากนั้นใส่เกลือ น้ำตาลทราย เนยจืด และกลิ่นวานิลลาลงไป นวดส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน จากนั้นนำเข้าตู้เย็นประมาณ 20 นาที
  2. นำแป้งออกจากตู้เย็น นำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ แล้วทำให้เป็นแผ่นแบนๆ แล้วใส่ในพิมพ์ทาร์ต และนำไปอบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที 
  3. ขั้นตอนต่อมาจะเป็นการทำไส้ทาร์ต โดยการนำแป้งข้าวโพด นมสด ไข่ไก่ และน้ำตาลทรายคนส่วนผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำไปตั้งในหม้อที่มีน้ำเดือด เคี่ยวส่วนผสมทั้งหมดจนกว่าจะหนืด และใส่เนยจืดลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันอีกรอบ
  4. เมื่อได้ได้ไส้ครีมทาร์ตแล้วนำมาบีบใส่แป้งทาร์ตที่อบไว้แล้ว จากนั้นตกแต่งด้วยผลไม้ตามใจชอบ ได้แก่ กีวี สตรอว์เบอร์รี่ บลูเบอรี่ และส้ม เป็นต้น
ทา ร์ ต ผล ไม้

สำหรับเมนูเค้กทาร์ต เป็นเบเกอรี่ที่มีสีสันสดใสชวนรับประทานสุดๆ นอกจากนี้ขนมชนิดนี้ยังเป็น เบเกอรี่ยอดนิยมที่สามารถทานคู่กับชาอุ่นๆ หรือเครื่องดื่มเย็นๆ อร่อยอย่างลงตัว 

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://paperindustrymag.com เว็บพนันออนไลน์

READ MOREREAD MORE
สาคู มะพร้าว อ่อน

แจกความอร่อย สาคู มะพร้าว อ่อน เหนียวหนึบ หอมกลิ่นกะทิสด แจกความอร่อย สาคู มะพร้าว อ่อน เหนียวหนึบ หอมกลิ่นกะทิสด 

สาคู มะพร้าว อ่อน

สาคู มะพร้าว อ่อน เป็นขนมหวานที่ได้รับความนิยมรับประทานกันทุกบ้าน และยังสามารถหาทานได้ง่าย สำหรับเม็ดสาคูลทำมาจากต้นปาล์มสาคูลที่แก่จัดจะพบมากในแถบภาคใต้ของไทย โดยนำต้นสาคูลมาบีบคั้นเอาน้ำแป้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอนจะได้เม็ดสาคูลสีน้ำตาล เมื่อนำมาทำขนมจะทำให้ขนมแป้งมีความหนืดหนึบหอมอร่อยกว่าสาคูลเทียมที่ทำจากแป้งมันที่ขายตามท้องตลาดทั่วไป 

ชวนทำเมนู สาคู มะพร้าว อ่อน ขนมหวานยอดนิยม ทำง่าย อร่อยถูกใจ 

สาคู มะพร้าว อ่อน

ขนมสาคู มะพร้าว อ่อน ถือว่าเป็นขนมที่หลายคนชอบทาน เพราะมีความพิเศษตรงแป้งมีลักษณะเป็นเม็ดเล็กๆ ทำให้สามารถทานได้อย่างเพลิดเพลิน ปัจจุบันขนมสาคูลมีให้เลือกหลายสูตร อาทิ สาคูอัญชัน มะพร้าวอ่อนที่มีสีสันสวยงามของดอกอัญชันทำให้ขนมชวนทานมากขึ้น หรือจะเป็นสูตร สาคูมะพร้าวอ่อนแบบโบราณให้รสชาติหวานหอมกลิ่นกะทิอ่อนๆ นอกจากนี้ยังมีสาคูใบเตยมะพร้าวอ่อนหอมกลิ่นใบเตยอ่อนๆ ดังนั้นวันนี้เราจะมาเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำสาคูลมะพร้าวอ่อนสูตรดั้งเดิม ถ้าพร้อมแล้วไปลงมือกันเลย

วัตถุดิบ และส่วนผสมที่ต้องเตรียม

สาคู มะพร้าว อ่อน
  1. สาคูล 300 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 250 กรัม
  3. หัวกะทิ 150 กรัม
  4. เนื้อมะพร้าวอ่อน 150 กรัม
  5. เกลือป่น ½ ช้อนชา
  6. แป้งข้าวเจ้า ½ ช้อนชา

ขั้นตอนการทำสาคู มะพร้าวอ่อน ให้เหนียวหนึบตามฉบับโบราณ

สาคู มะพร้าว อ่อน

สาคู มะพร้าวอ่อน เป็นเมนูขนมไทยที่ใช้วัตถุดิบไม่เยอะแต่ต้องใช้เวลาในการต้มสาคูลให้สุก และเนื้อแป้งสาคูลจะเหนียวหนึบ สำหรับใครที่กังวลใจว่าจะต้มสาคูลไม่สุกสามารถดูวิธีการทำสาคูลกับเราได้ดังนี้

  1. ขั้นตอนแรกนำน้ำสะอาดใส่ในหม้อต้มตั้งไฟระดับปานกลาง ในระหว่างที่น้ำเดือดให้นำสาคูลไปล้างน้ำเปล่า 1 ครั้ง 
  2. เมื่อน้ำเดือดเต็มที่แล้วให้ใส่เม็ดสาคูลที่เตรียมไว้ลงไปคนอย่างรวดเร็ว เพราะเม็ดสามคูลจะติดก้นหม้อ และไม่ให้เม็ดสาคูลจับกับเป็นก้อน คนไปเรื่อยๆ จนกว่าเม็ดสาคูลจะใส จากนั้นใส่น้ำตาลลงไปคนจนกว่าน้ำตาลจะละลายหมด เติมเนื้อมะพร้าวอ่อนลงไปคนให้เข้ากัน
  3. เตรียมน้ำราดขนม โดยเริ่มนำแป้งข้าวเจ้าไปต้มให้จุกจากนั้นใส่กะทิและเกลือลงไป ทำการคนให้เข้ากันอีกครั้งก่อนจะยกออกจากเตา
  4. ตักขนมสาคูลใส่ถ้วยตามด้วยน้ำราดกะทิ พร้อมทานได้เลย
สาคู มะพร้าว อ่อน

เคล็บลับการทำขนม สาคูมะพร้าวอ่อน ตามฉบับขนมไทยโบราณให้มีกลิ่นหอมจะต้องใส่หัวกะทิสดลงไป และควรเลือกใช้เนื้อมะพร้าวอ่อนกำลังดีไม่อ่อนเกินไป อีกทั้งการทำขนมสาคูลสามารถใส่ข้าวโพด หรือเผือกเพิ่มลงไปได้ เพื่อเพิ่มความอร่อยแบบไม่มีเบื่อ และที่สำคัญขนมชนิดนี้ยังเป็นขนมมงคลที่ทำขายเพื่อสร้างรายได้ หรือจะใช้เป็นขนมไทยมงคลในโอกาศงานสำคัญต่างๆ ก็ได้เช่นกัน เพราะขนมหวานสาคูลสามารถทานได้ทั้งครอบครัว

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://paperindustrymag.com เว็บพนันและคาสิโนมาแรง

READ MOREREAD MORE
ชูครีม

เมนูไส้ทะลัก ชูครีม ขนมญี่ปุ่นยอดฮิต กรอบนอก นุ่มใน อร่อยโดนใจเมนูไส้ทะลัก ชูครีม ขนมญี่ปุ่นยอดฮิต กรอบนอก นุ่มใน อร่อยโดนใจ

มาถึงเมนูยอดฮิตตลอดกาลอย่าง ชูครีม ขนมญี่ปุ่นสุดน่ารักที่มาพร้อมกับไส้ครีมรสชาติหวานหอม ส่วนตัวแป้งจะกรอบนอกนุ่มใน ทำให้เมื่อทานเข้าไปจะมีความกรุบกรอบเคี้ยวเพลินสุดๆ สำหรับคนที่ชอบเข้าครัวทำเบเกอรี่อยากลองทำขนมญี่ปุ่นชนิดนี้ต้องไม่พลาด เพราะเรามีสูตรทำขนมชูครีมไส้ทะลักแบบจัดเต็มมาให้ลองทำตาม

ชวนทำขนมกะหล่ำปลี ชูครีม ไส้ครีม ลูกกลมโต สุดน่ารัก กรอบอร่อย!

ชูครีม

ชูครีมหรือ Choux Cream เป็นขนมชูครีมญี่ปุ่นที่ถูกอกถูกใจหลายๆ คน เพราะนอกจากรูปร่างน่าตาสุดน่ารักแล้ว เรื่องรสชาติต้องบอกเลยว่าอร่อยมากๆ เรียกได้ว่าเป็นขนมที่สามารถทานได้ทุกวันไม่เบื่อ และที่สำคัญวิธีการทำไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดแน่นอน วันนี้เรามีสูตรชูครีมกรอบนอกนุ่มในมาให้สายหวานได้ลองทำตาม ซึ่งก่อนที่เราจะไปลงมือทำขนม เราต้องไปจัดเตรียมวัตถุดิบ และส่วนผสมดังนี้

ส่วนผสมของแป้งชูครีม

  1. แป้งอเนกประสงค์ 2 ถ้วย
  2. น้ำตาลทราย 2 ช้อนชา
  3. เกลือ ½ ช้อนชา
  4. ไข่ไก่ 5 ฟอง
  5. เนยสด 130 กรัม
ชูครีม

ส่วนผสมของไส้คัสตาร์ดครีม

  1. แป้งข้าวโพด ¼ ถ้วย
  2. น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
  3. เกลือป่น ½ ช้อนชา
  4. ไข่แดง 5 ฟอง
  5. เนยสดรสจืด 50 กรัม

เปิดขั้นตอนการทำ ชูครีม แบบง่ายๆ ตามฉบับมือใหม่ รสชาติเหมือนซื้อที่ร้าน

หลังจากที่จัดเตรียมส่วนผสมของชูครีมเรียบร้อยแล้ว ในลำดับต่อมาเป็นขั้นตอนการทำขนมญี่ปุ่นชูครีมไส้ทะลักแบบง่ายๆ ดังนี้

ชูครีม
  1. เตรียมส่วนผสมของไส้ชูครีม โดยการนำไข่แดงผสมกับน้ำตาลทราย แป้งข้าวโพดตีให้เข้ากัน ต่อมานำกระทะไปตั้งเตาเปิดไฟอ่อนๆ เทนมข้นจืดลงไปตามด้วยน้ำตาลทราย เกลือป่น กลิ่นวานิลลา คนทุกอย่างให้กันจนกว่าน้ำตาลจะละลาย
  2. นำไข่แดงที่ตีไว้แล้วเทลงไป จากนั้นคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากันจนกว่าจะเหนียวหนืดแล้วค่อยเติมเนยจืดลงไปคนจนกว่าเนยจะละลาย ตั้งพักไว้ให้เย็นแล้วค่อยตักใส่ถุงบีบ
  3. ต่อมาเป็นขั้นตอนการทำแป้ง เริ่มแรกตั้งกระทะเทน้ำเปล่าลงไปรอให้น้ำเดือด จากนั้นเทน้ำตาลทรายลงไป ตามด้วยเนยสด แป้งอเนกประสงค์กวนทุกอย่างให้เป็นเนื้อเดียวกัน และใส่ไข่ลงไปคนให้เข้ากันอีกครั้ง เมื่อส่วนผสมเข้ากันได้ดีแล้วเปิดไฟรอให้แป้งชูครีมเย็นแล้วค่อยตักใส่ถุงบีบขนม
  4. มาถึงวิธีการทำชูครีม ในขั้นตอนแรกนำแป้งชูครีมบีบลงไปในถาดที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส เปิดไฟบน-ล่าง อบเป็นเวลา 10 นาที จากนั้นปรับอุณหภูมิให้เหลือ 180 องศาเซลลเซียส เป็นเวลา 15 นาที
  5. เมื่ออบเสร็จแล้วนำขนมมาเจาะตรงกลางส่วนฐานด้านล่าง จากนั้นบีบไส้ครีมเข้าไปข้างใน เสร็จแล้วจัดวางใส่ถาดพร้อมทานได้เลย
ชูครีม

จบลงไปแล้วกับวิธีการทำชูครีม ขนมที่ติดหนึ่งใน 10 อันดับของหวานญี่ปุ่นแสนอร่อย สำหรับเคล็ดลับทานขนมให้อร่อยควรทานคู่กับชาเขียว เพราะชาเขียวจะช่วยทำให้ของหวานญี่ปุ่นไม่เลี่ยนจนเกินไป

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://midwestrailplan.org/ แหล่งรวมคาสิโนออนไลน์ทั้งหมด

READ MOREREAD MORE
บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน

มาทำขนมไทย บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน ที่บ้านกันมาทำขนมไทย บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน ที่บ้านกัน

ช่วงนี้กระแสของ บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน มาแรงกว่าใครเพื่อน แต่คุณรู้หรือไม่ว่าเมนูขนมไทยโบราณเมนูนี้สามารถทำได้เองง่าย ๆ ที่บ้าน เพียงแค่คุณมีเวลาและวัตถุดิบพร้อมเพียงเท่านี้ก็สามารถทำบ้าบิ่นแบบฟิน ๆ ไส้แน่น ๆ เอาไว้ทานกันเองได้แล้ว ใครอยากลองทำด้วยตัวเองตามเรามาเก็บสูตรกันได้เลย

จุดเริ่มต้นของ บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน

บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน

ชื่อของบ้าบิ่น มะพร้าว อ่อนอาจทำให้หลายคนอยากรู้ที่มาที่ไปก่อนจะเริ่มทำว่าขนม บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อนนั้นมาพร้อมกับประวัติที่น่าสนใจอะไรบ้าง โดยขนมไทยชนิดนี้มีการบันทึกว่ามีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ และคนคิดสูตรขึ้นมาชื่อว่า ‘ป้าบิ่น’ แต่เมื่อเวลาผ่านไปการออกเสียงผิดเพี้ยนจนกลายมาเป็นขนมหวานชื่อว่าบ้าบิ่นที่พวกเราคุ้นเคยกันอย่างทุกวันนี้นั่นเอง

วัตถุดิบทำบ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน สูตรบ้าบิ่นโบราณ

ใครที่อยากลองทำบ้าบิ่น มะพร้าว อ่อนด้วยตัวเองถึงเวลาที่คุณจะต้องเตรียมส่วนผสมสำหรับทำตามสูตร บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อนกันแล้ว บอกเลยว่าถ้าทำได้สามารถนำขนมเมนูนี้ไปใช้ทั้งทานเล่นหรือจะให้เป็นขนมมงคล ขนมไทยมงคลก็ได้ตามที่ต้องการกันเลย

  • มะพร้าวทึนทึก 450 กรัม
  • แป้งข้าวเหนียวขาว 220 กรัม
  • น้ำตาลทราย 160 กรัม
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • น้ำเปล่า 150 กรัม
บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน

วิธีทำ บ้าบิ่น ตามสูตรบ้าบิ่นกรอบนอกนุ่มใน

ขนมที่มาพร้อมวิธีทำให้กรอบนอกนุ่มในแบบ บ้าบิ่น มะพร้าวอ่อน ได้ถือว่าเป็นขนมที่จะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นรูปแบบขนมที่ถูกปากคนไทย เราลองมาดูวิธีทำกันดีกว่าบอกไว้ก่อนเลยว่าง่ายกว่าที่คุณคิด

  1. ขุดมะพร้าวที่เตรียมไว้ให้เป็นฝอย
  2. นำมะพร้าวที่ขูดใส่ลงไปในชามผสม จากนั้นใส่แป้งข้าวเหนียว น้ำตาล เกลือตามลงไป แล้วค่อยเติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อยก่อนแล้วทำการนวดผสมให้ทุกอย่างเข้ากันดี จุดสังเกจคือน้ำตาลกับเกลือละลายจนเข้ากัน ถ้าระหว่างนวดรู้สึกว่าแห้งไปสามารถเติมน้ำเข้าไปได้
  3. หลังจากทุกส่วนผสมเข้ากันดีแล้วให้เริ่มตั้งกระทะก้นเบนด้วยไฟอ่อน หยอดน้ำมันลงไปแล้วทาให้ทั่วกระทะ เมื่อกระทะร้อนให้ตักแป้งขนมลงไปเพื่อหยอดให้เป็นทรงกลม ทอดไปเรื่อย ๆ จนสุกทั้งสองด้าน จากนั้นก็สามารถทานกันได้เลย

บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อนทานกับอะไรช่วยเพิ่มความอร่อย

บอกเลยว่าเมนูนี้มีขึ้นมาเพื่อมอบความสุขให้กับพวกเราอย่างแท้จริง คุณอาจเพิ่มเติมความลงตัวของเมนูนี้ด้วยการนำมาเป็นเมนูอาหารว่างยามบ่ายทานไปคู่กับการจิบชาเข้ม ๆ สักแก้ว ความหอม หวาน ที่มาจากธรรมชาติเหล่านี้สามารถทำให้บ่ายวันนั้นของคุณมีความสุขขึ้นอย่างแน่นอน และถ้าทานไม่หมดการเก็บไว้ในตู้เย็นแล้วนำออกมาทานกันอีกรอบจะทำให้คุณเจอกับความหนุบหนับชื่นใจได้ความอร่อยแตกต่างไปจากตอนทานร้อน ๆ 

บ้าบิ่น มะพร้าว อ่อน

บ้าบิ่นมะพร้าวอ่อน สามารถปรับแต่งได้หลากหลายสูตร ไม่ว่าคุณจะชอบแบบนิ่ม กรอบ เหนียวหนึบ ก็สามารถทำได้ตามต้องการ โดยมีส่วนผสมหลักแตกต่างกันเล็กน้อย แต่เราก็ขอยืนยันเลยว่าเป็นเมนูที่ทำง่าย เตรียมสะดวก และทานได้ไว ใครอยากลองทำทานเองสามารถนำสูตรไปใช้กันได้เลย

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://ufaball.bet/เว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ เว็บตรงไม่ผ่านเอเยนต์

READ MOREREAD MORE
ชีสเค้กญี่ปุ่น

ชีสเค้กญี่ปุ่น เมนูสุดฟินทำเองได้ไม่ง้อร้านชีสเค้กญี่ปุ่น เมนูสุดฟินทำเองได้ไม่ง้อร้าน

ใครเป็นสายขนมแต่อยากลองทำเอง เพราะอยากกินแบบจุใจ วันนี้เราเตรียมสูตร ชีสเค้กญี่ปุ่น มาฝากกัน เมนูนี้ทำง่ายแถมอร่อยเป็นเมนูโปรดของใครหลาย ๆ คน ถ้าอยากเริ่มเข้าครัวทำเมนูสุดฟินเมนูนี้ด้วยตัวเองแล้วเรามาเริ่มทำความรู้จักกับชีส เค้ก ญี่ปุ่นให้มากขึ้นกันเลย

ชีสเค้กญี่ปุ่น ต่างจากชีสเค้กแบบอื่นอย่างไร

ชีสเค้กญี่ปุ่น

แม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นชีสเค้กเหมือนกัน แต่สำหรับ ชีสเค้ก ญี่ปุ่น นั้นมีความแตกต่างกว่าชีสเค้กของทางยุโรปตรงที่มาพร้อมกับความนุ่ม ยิ่งถ้าเป็นสูตรชีสเค้กญี่ปุ่นอย่างชีสเค้กญี่ปุ่นฮอกไกโดด้วยแล้วบอกเลยว่าละมุนลิ้นละลายในปากกันเลยทีเดียว แล้วเมนูขนมญี่ปุ่นเมนูนี้สามารถทำได้อย่างไรบ้างมาเริ่มเข้าครัวไปพร้อมกับเราได้เลย

วัตถุดิบของชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น

สำหรับเมนู ชีสเค้กแบบฉบับญี่ปุ่น วัตถุดิบที่มีความสดใหม่ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมีส่วนทำให้ความละมุน นุ่ม และหอมกรุ่นนั้นเพิ่มมากขึ้นของหวานญี่ปุ่นสุดฟินเมนูนี้ต้องใช้วัตถุดิบต่าง ๆ ดังนี้

  • ครีมชีส 200 กรัม
  • น้ำตาล 80 กรัม
  • ไข่ไก่เบอร์ 0 2 ฟอง
  • ครีมสด 100 กรัม
  • น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ
  • แป้งเค้ก 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำชีสเค้กให้ออกมานุ่มละมุนที่สุด

เมื่อเตรียมวัตุดิบสำหรับ ชีสเค้ก กันเรียบร้อยแล้วเรามาเริ่มผสมและอบกันเลยดีกว่า บอกเลยว่าทำไม่ยาก แต่ต้องทำด้วยความใส่ใจเท่านั้นเอง เพราะเนื้อของขนมตัวนี้จะนุ่มหรือไม่ขึ้นอยู่กับจังหวะของการทำนั่นเอง

ชีสเค้กญี่ปุ่น
  1. วอร์มเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 170 องศาฯ โดยใช้ไฟบนล่าง
  2. ใส่น้ำตาลและครีมชีสที่นิ่มแล้วลงไปในโถตีจากนั้นผสมให้เข้ากัน
  3. เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีให้ใส่ครีมสดตามลงไปแล้วตีให้เข้ากันอีกครั้งหนึ่ง
  4. หลังจากทุกอย่างเข้ากันให้ใส่น้ำมะนาวลงไปผสมให้เข้ากับส่วนผสมก่อนหน้า
  5. เริ่มร่อนแป้งลงไปในส่วนผสมแล้วใช้ไม้พายตะล่อมให้เข้ากัน
  6. เทใส่ในพิมพ์อบขนมที่ต้องการและทำการเคาะไล่ฟองอากาศออกเพื่อให้เนื้อเค้กออกมามีผิวที่เรียบเนียน
  7. อบประมาณ 45 นาที

ชีสเค้กญี่ปุ่น ทานอย่างไรให้อร่อยกว่าที่เคย

เมนูนี้จะทานเปล่า ๆ ก็ได้ แต่ถ้าอยากเพิ่มลูกเล่นให้อร่อยมากขึ้นจะทานคู่กับแยมผลไม้ ครีมสด ผลไม้สด แล้วจิบชาไปด้วยก็เข้ากันได้ดี สามารถเป็นได้ทั้งอาหารเช้าหรืออาหารว่างได้ตามที่ต้องการ ยิ่งเก็บไว้ในตู้เย็นก่อนทานยิ่งทำให้เนื้อเค้กเย็นชื่นใจแต่ก็ยังนุ่มละมุน

ชีสเค้กญี่ปุ่น

บอกเลยว่า ชีสเค้กสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ได้ทำยากอย่างที่คิด แถมถ้าทำเองคุณยังสามารถทานได้อย่างจุใจไม่ต้องกลัวเปลือง และยิ่งถ้าฝึกทำบ่อยเท่าไรคุณยิ่งสามารถทำเมนูนี้ได้อร่อยเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น ใครกำลังอยากลองทำขนม หรืออยากทำเค้กวันเกิดแบบง่าย ๆ ลองนำสูตรนี้ไปใช้รับรองว่าคุณจะทำขนมได้อย่างมีความสุขกันแน่นอน

อ่านบทความอื่นๆ:

สนับสนุนโดย:

https://sa-game.bet/ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ เว็บคาสิโนออนไลน์ครบวงจรที่นักพนันไว้วางใจและเลือกลงทุนมากที่สุด เพราะเป็นเว็บตรงไม่ผ่านเอเย่นต์ สามารถลงทุนได้แบบไม่มีขั้นต่ำอีกด้วย

READ MOREREAD MORE
ทอฟฟี่เค้ก

ทอฟฟี่เค้ก อีกหนึ่งเมนูอร่อยโดนใจของหลาย ๆ คนทอฟฟี่เค้ก อีกหนึ่งเมนูอร่อยโดนใจของหลาย ๆ คน

ทอฟฟี่เค้ก จัดอยู่ในเมนูโปรดของสายหวานไม่น้อย ด้วยเป็นขนมที่มีส่วนผสมหลายอย่างรวมกันและมีแต่ความลงตัวอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่จะกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ช่วยให้คนรักของหวานเทใจมาไม่ยาก ซึ่งตัวเมนูนี้จะเป็นเค้กช็อกโกแลตราดหน้าคาราเมลและถั่ว ซึ่งถ้าพูดถึงชื่อนี้หลายคนคงคุ้นเคยกันมานานอยู่แล้ว เพราะปรากฏสู่สายตาของคนรักของหวานมานานมาก ส่วนแท็คเจอร์ของตัวเค้กคือจะมาพร้อมกับความละมุนของเนื้อเค้กชิฟฟ่อน ซึ่งจะไม่หนักมาก และรับกันดีกับคาราเมลและถั่วต่าง ๆ ที่ใส่ลงไป

ทอฟฟี่เค้ก

ลองทำ ทอฟฟี่เค้ก ด้วยตัวเองกับสูตรง่าย ๆ แต่ลงตัว

อย่างที่บอกไปว่า ทอฟฟี่เค้ก เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกอันดับ 1 ของคนรักขนมเค้กหรือเมนูต่าง ๆ ใน เบเกอรี่ ส่วนวิธีการทำ หรือมีทอฟฟี่เค้ก สูตรไหนอร่อย และน่าสนใจกันบ้างขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคน ดังนั้นเพื่อไม่ให้เสียเวลามาลุ้นวิธีการปั้นหรือวิธีการทำ ทอฟฟี่เค้กง่ายๆ เพื่อเพิ่มความอร่อยในวันว่าง ๆ หรือวันชิล ๆ ของแต่ละคนกันดีกว่าว่าจะสูตรเบื้องต้นของการทำจะมีอะไรกันบ้าง 

วัตถุดิบ 

  • แป้งเค้กหรือแป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม 
  • ผงโกโก้สำหรับทำขนมหรือผงโกโก้ทั่วไป 2 ช้อนโต๊ะ
  • ผงกาแฟบดละเอียด 6 ช้อนโต๊ะ
  • นมผงจืด 2 ช้อนโต๊ะ
  • นมข้นจืด 120 กรัม
  • เนยจืดละลาย 600 กรัม สำหรับทำตัวเค้กและซอสคาราเมล
  • น้ำตาลทราย 440 กรัม หรืออาจจะมากน้อยกว่าเล็กน้อย 
  • เกลือ ½ ช้อนชา
  • เม็ดมะม่วงหิมพานต์ หรือถั่วตามชอบ 
  • ไข่ไก่  8 ฟอง หรืออาจจะเลือกตามความเหมาะสม
ทอฟฟี่เค้ก

วิธีทำทอฟฟี่เค้ก (เนื้อเค้ก)

  1. เริ่มต้นด้วยการร่อนแป้งและผงฟู รวมถึงนมผง พร้อมกัน ซึ่งควรร่อนแป้งอย่างน้อย 3 รอบ เพื่อเพิ่มความเนียนให้กับเนื้อแป้ง
  2. จากนั้นใส่เนยละลายที่เย็นแล้วลงไปในอ่างผสม 300 กรัม และตามมาด้วยตอกไข่ตีด้วยความเร็วสูงอยู่ที่ 3 นาที แต่ไม่เกิน 5 นาที 
  3. เติมเกลือและตีจนกระทั่งเนื้อขึ้นฟูเป็นสีขาวเนียน ค่อย ๆ เติมแป้งลงไป และค่อย ๆ ตะล่อมให้ส่วนผสมแป้ง ทอฟฟี่ เค้ก เป็นเนื้อเดียวกัน 
  4. เทแป้งเค้กลงไปในพิมพ์ที่เตรียมเอาไว้โดยจะต้องทาเนยจืดลงไปก่อน จากนั้นนำเข้าเตาอบ ซึ่ง การ อบทอฟฟี่เค้ก จะต้องใช้ความร้อน 175 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 นาที หรือจนกว่าเค้กจะสุก
ทอฟฟี่เค้ก

สูตรและวิธีการทำซอสราดทอฟฟี่เค้ก

  1. เมื่อได้เนื้อ เค้ก แล้วจะขาดตัวของซอสไปได้อย่างไร โดยขั้นตอนแรกคือนำ เนยสด น้ำตาลทราย นมข้นจืด และเกลือใส่ลงไปในหม้อ เปิดไฟอ่อนคนจนน้ำตาลละลาย 
  2. ใส่ผงกาแฟลงไปคนให้ละลาย จากนั้นเติมแป้งสาลีหรือแป้งเค้ก 4 ช้อนโต๊ะ คนจนเนื้อซอสข้นและเหนียวปิดไฟ 
  3. ใส่ถั่วหรือเม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไป คนให้เข้ากันและราดบนหน้าเค้ก
  4. จากนั้นนำเข้าเตาอบอีกรอบโดยใช้เวลา 15 นาที ที่ความร้อน 200 องศาเซลเซียส ขั้นตอนนี้ต้องหมั่นดูอย่าให้ห่าง เพราะมีโอกาสไหม้ได้ 
  5. เมื่อได้เค้กตามที่ต้องการให้ทิ้งไว้จนเย็นจากนั้นแช่ในตู้เย็นก่อนตัดแบ่ง และเสิร์ฟ
อบทอฟฟี่เค้ก

ขนมหวานรสอร่อยพร้อมช่วยเพิ่มรายได้ 

ในส่วนของทอฟฟี่เค้ก (TOFFEE CAKE) จัดอยู่ในเมนูของหวานที่ไม่ได้ทำได้แค่ปลื้มความอร่อยเท่านั้น แต่ทอฟฟี่เค้ก คือ ขนมที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับหลายคนมาแล้วเช่นกัน ส่วนทริคสำคัญของ เมนูเค้ก ตัวนี้คือการอบ ซึ่งจะต้องใช้เวลาและใจเย็น ๆ เป็นพิเศษ และต้องหมั่นดูไม่ให้หน้าของเค้กแห้งจนเกินไป ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาความฝืดและไม่อร่อย

อบทอฟฟี่เค้ก

สนับสนุนโดย : https://sa-game.bet/สมัครบาคาร่า888/

READ MOREREAD MORE
เครปเค้ก

เครปเค้ก ขนมหวานที่ไม่มีลิมิตของคำว่า “อร่อย”เครปเค้ก ขนมหวานที่ไม่มีลิมิตของคำว่า “อร่อย”

เครปเค้ก จัดอยู่ในกลุ่มของขนมหวานรสชาติอร่อยและมาพร้อมกับความสนุกในการเลือกหน้าหรือไส้ ซึ่งปัจจุบันเป็นขนมที่มีความแพร่หลายต่อเนื่อง โดยขนมชนิดนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศฝรั่งเศส โดยมีชื่อภาษาอังกฤษว่า “MILLE CREPE” โดยเริ่มแรกจะสอดไส้หวานด้วยครีมชองดิยี่ (CHANTILLY CREAM) และจะเสิร์ฟพร้อมกับผลไม้สดและซอสผลไม้ พร้อมกับเลเยอร์เค้กนุ่มนิ่มที่มาพร้อมกับความอร่อยอย่างลงตัว โดยปัจจุบันมีให้เลือกแบบเนยสดหรือแบบวิปปิ้งครีม ซึ่งขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนว่าชอบแบบไหน

เครปเค้ก

ลองทำ เครปเค้ก หลังจากทำความรู้จักเป็นทางการ

หลังจากทำความรู้จักที่มาที่ไปของ เครปเค้ก เป็นที่เรียบร้อยแล้ว การได้ลองชิมความอร่อยของตัวเนื้อ เค้ก อาจจะทำให้หลายคนไม่สามารถจบอยู่ที่เค้กชิ้นเดียวได้ เพราะอย่างที่ได้กล่าวไปตั้งแต่ต้นว่าความอร่อยไม่มีขีดจำกัด ทำให้เมนู เบเกอรี่ ตัวนี้กลายเป็นของโปรดของหลาย ๆ คนทันที และยิ่งได้น้ำซอสจากผลไม้รสหวานอมเปรี้ยวอย่าง สตรอว์เบอร์รี่ หรือบลูเบอร์รี่ และซอสราสป์เบอร์รี่ด้วยแล้ว ยิ่งเพิ่มแท็คเจอร์ให้กับขนมอร่อยมากยิ่งขึ้น ส่วนสูตรเครปเค้กธรรมดากับ สูตรเครปเค้กสายรุ้ง ไม่ต่างกันดังนี้

วัตถุดิบสำหรับทำแป้งเค้ก

  • แป้งเค้กหรือแป้งสาลีอเนกประสงค์ 200 กรัม 
  • ไข่ไก่ 4 ฟอง 
  • น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ (หากไม่ทานหวานเบาลงก็ได้)
  • นมสดจืด 200 ML
  • ผงฟู ¼ ช้อนชา 
  • เนยจืดละลายหรือน้ำมันพืช 2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำเปล่า 100 ML
  • กลิ่นวานิลลา 1 ช้อนชา
  • สีผสมอาหาร (สำหรับทำแป้งเครปสีต่าง ๆ หรือ เครปเค้กเรนโบว์ เพิ่มความน่าสนใจให้ตัวเค้ก)
  • วิปครีม
  • ซอสผลไม้ตามความชอบ
  • ผลไม้สดอย่างเช่น สตรอว์เบอร์รี่ กีวี แอปเปิล เชอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสเบอร์รี่ เป็นต้น
เครปเค้ก

วิธีทำเครปเค้ก ง่าย ๆ ไม่กี่ขั้นตอน

  1. ร่อนแป้ง และผงฟูเข้าด้วยกัน จากนั้นนำเกลือและไข่มาตีให้เข้ากัน 
  2. จากนั้นเริ่มเติมนมทีละนิด และค่อย ๆ ตีให้เข้ากันเรื่อย ๆ จากนั้นเริ่มใส่น้ำตาลทรายโดยค่อย ๆ ใส่และตีให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน 
  3. ใส่เนยละลายหรือน้ำมันพืช และกลิ่นวานิลลาลงไปตีให้เป็นเนื้อเดียวกัน ก่อนจะนำไปกรองเพื่อเพิ่มความเนียนให้กับตัวแป้งมากยิ่งขึ้น จากนั้นนำแป้งไปพักไว้ในตู้เย็นอย่างน้อย 30 นาที 
  4. นำแป้งออกจากตู้เย็นและแบ่งออกเป็นถ้วยในปริมาณเท่า ๆ กัน ในจำนวนที่ต้องการ จากนั้นหยอดสีผสมอาหารใส่ลงไปในแป้งของแต่ละถ้วย 
  5. นำแป้งที่ได้ลงไปทอดในกระทะโดยจะต้องใช้ไฟอ่อนและอย่าลืมทาเนยก่อนเทแป้งลงไปทอดเด็ดขาด จากนั้นตักแป้งใส่ในกระทะ 1 ทัพพี หรือใช้ถ้วยตวง
  6. จากนั้นค่อย ๆ เอียงกระทะเพื่อให้แป้งแผ่ไปทั่วกระทะและรอให้แป้งสุก 
  7. ตักแป้งขึ้นมาพักไว้ให้เย็นและทำแผ่นต่อไปจนกว่าแป้งที่ผสมเอาไว้หมด
  8. จากนั้นนำแผ่นเค้กมาประกอบเป็นชั้นๆ  โดยทาวิปครีมหรือครีมสดแป้งแต่ละแผ่น ซึ่งหากเป็นวานิลลาทั้งหมดก็สามารถวางแผนซ้อนได้ง่าย เพราะไม่ต้องคิดนาน แต่ถ้าหากเป็น เครปเค้กสายรุ้ง ต้องวางแผนให้ออกมาดูดีสักหน่อย 
  9. ส่วนชั้นบนสุดไม่จำเป็นต้องทาวิปครีม จากนั้นตัดเค้กจัดใส่จานและเสิร์ฟคู่กับผลไม้ที่เตรียมเอาไว้พร้อมกับน้ำซอสผลไม้เพิ่มรสชาติใเค้กมีความอร่อยให้ เบเกอรี่ยอดนิยม มากขึ้น
เครปเค้ก

อีกหนึ่งขนมทำง่ายแบบไม่พึ่งเตาอบ 

สำหรับใครที่กำลังคิดถึงขนมที่ไม่พึ่งพาเตาอบแนะนำว่าเครปเค้ก  คือตัวเลือกที่ใช่ทันที ซึ่งปัจจุบันมี วิธีการทำเครปเค้ก ง่าย ๆ และยังอร่อยสุด ๆ อีกด้วย ส่วนทริคสำคัญคือหากต้องการพักแป้งในตู้เย็นหลายวันควรใช้เนยละลาย เพราะทำให้แป้งไม่เป็นไต และควรพักแป้งก่อนทอดอย่างน้อย 30 นาที จะทำให้ได้แป้ง เครปเค้กแป้งนุ่ม เนียนสุด ๆ จนทำให้เป็นอีกหนึ่ง  เมนูเค้ก สุดฮิตติดบ้านอีกหนึ่งเมนูทันที

สนับสนุนโดย : https://sa-game.bet/

READ MOREREAD MORE

ข้าวเหนียว เปียก ลำไย ชวนทำขนมหวานง่ายๆข้าวเหนียว เปียก ลำไย ชวนทำขนมหวานง่ายๆ

ข้าวเหนียว เปียก ลำไย

ช่วงฤดูร้อนนี้เดินไปเดินมาทางไหนก็เห็นแต่ลำไยวางขายกันเต็มไปหมด แถมราคาก็ถูกแสนถูก เราเลยไม่พลาดที่จะซื้อติดไม้ติดมือมาทำ ข้าวเหนียว เปียก ลำไย ขนมไทยโบราณ ทานแล้วสดชื่นติดใจ แต่หาซื้อได้ยากมากในปัจจุบัน เชื่อว่าหลายคนคงไม่รู้จักขนมไทยเมนูนี้ ซึ่ง ข้าวเหนียวเปียกลำไย คือ ขนมหวานไทยที่ใช้เนื้อลำไยสดคว้านเมล็ดรสหวานฉ่ำ มาผสมผสานกับข้าวเหนียวเปียก ราดด้วยน้ำกะทิ รวมๆแล้วอร่อยสดชื่นช่วยคลายร้อนได้มากเลยทีเดียว

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ข้าวเหนียว เปียก ลำไย สูตรข้าวนุ่มกำลังดี ไม่เละ ไม่อืด

ใครกำลังมองหา ขนมไทยทำง่าย ต้องไม่พลาดกับสูตร ข้าวเหนียวเปียกลำไย เพราะเป็นเมนูที่เหมาะสำหรับมือใหม่หัดทำขนม หรือคนที่ต้องการทำขนมโดยใช้เวลาไม่นาน ทำตามสูตรแล้วรับรองว่าข้าวไม่เละ และไม่อืดเหมือนอย่างที่หลายคนเคยประสบปัญหาเหล่านี้ แถมยังสามารถนำไปทำขายเพิ่มมูลค่าให้กับลำไยที่ปลูกไว้ได้อีกด้วย และสำหรับ สูตรขนมไทย สูตรนี้ก็มีวัตถุดิบที่หาได้ง่ายทั่วไป โดยเราขอแบ่งวัตถุดิบออกเป็นสองส่วน ดังนี้

วัตถุดิบทำ น้ำกะทิราด

  1. หัวกะทิ 500 มิลลิลิตร
  2. เกลือป่น 1 ช้อนชา 
  3. ใบเตยมัด 1 มัด

วัตถุดิบทำ ข้าวเหนียวเปียก

  1. เนื้อลำไยคว้านเมล็ด 850 กรัม
  2. ข้าวเหนียวเขี้ยวงูใหม่ 250 กรัม
  3. น้ำเปล่า 1400 มิลลิลิตร
  4. น้ำตาลทราย 250 กรัม 
  5. เกลือป่น 1/2 ช้อนชา
  6. ใบเตยมัด 1 มัด
ข้าวเหนียว เปียก ลำไย

ขั้นตอน วิธีทำข้าวเหนียวเปียกลำไย แบบ ง่ายๆ 

  1. ขั้นตอนแรกในการทำ ข้าวเหนียวเปียกลำไย ง่ายๆ เริ่มจากการนำข้าวเหนียวเขี้ยวงูมาล้างน้ำหลายๆรอบจนน้ำมีสีใสสะอาด ก่อนจะกรองน้ำออกให้เรียบร้อย และตั้งกระทะด้วยไฟกลางใส่น้ำเปล่าลงไป ตามด้วยข้าวเหนียวเขี้ยวงูที่เตรียมไว้ ระหว่างนี้ให้ใช้ไม้พายกวนเรื่อยๆในทางเดียวกัน เมื่อน้ำเริ่มร้อนแล้วให้ใส่ใบเตยมัดลงไปกวนต่อจนกระทั่งข้าวสุกใส ไม่ขุ่น
  2. ปรับไฟลงเป็นไฟอ่อน ปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย และเกลือลงไปคนให้ละลายเข้ากันดี จากนั้นใส่เนื้อลำไยลงไปคนต่อให้เข้ากัน เมื่อเริ่มเดือด และหอมกลิ่นลำไยแล้วให้ปิดเตาแล้วพักไว้ให้เย็น
  3. ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนการทำน้ำกะทิราด ข้าวเหนียวเปียกลำไย โดยตั้งหม้อด้วยไฟอ่อน ใส่หัวกะทิ เกลือป่น และใบเตยมัดลงไปต้มพร้อมกัน คนตลอดเวลาให้ส่วนผสมเริ่มเดือดแล้วให้ยกออกเตา
  4. สุดท้ายเป็นขั้นตอนการจัดเสิร์ฟ ตักขนมใส่ถ้วยแล้วราดด้วยน้ำกะทิ เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอน สูตร ข้าวเหนียวเปียกลำไย
ข้าวเหนียว เปียก ลำไย

เคล็ดลับทำขนมข้าวเหนียวเปียกลำไย ง่ายๆที่อยากบอกต่อก่อนจากกันในบทความนี้ คือ วิธีป้องกันไม่ให้ข้าวเหนียวหักหรือไหม้ระหว่างที่กำลังกวนคือ การกวนไปในทางเดียวกันให้ถึงก้นกระทะ เมื่อข้าวเริ่มสุกใสได้ที่แล้วจึงค่อยลดไฟและปรุงรสลงไป และกวนต่อให้ละลายดี เทคนิคนี้จะช่วยให้ข้าวเหนียวของเราไม่เละ ไม่บาน และไม่อืดจนไม่น่ารับประทานค่ะ หากทำตามเทคนิคนี้ก็จะช่วยให้เมนูนี้กลายเป็น ขนมไทยอร่อยๆ มากยิ่งขึ้น

สนับสนุนโดย : https://sa-game.bet/

READ MOREREAD MORE
ขนมถ้วย

ขนมถ้วย โบราณ หวานมันกลมกล่อมขนมถ้วย โบราณ หวานมันกลมกล่อม

ขนมถ้วย

เชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จัก ขนมถ้วย ขนมไทยโบราณ ที่ยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในอดีตนั้นจะเรียกกันว่า ขนมถ้วยตะไล ชื่อนี้ก็มาจากภาชนะที่ใช้ใส่ขนมซึ่งเป็นเอกลักษณ์ (ถ้วยตะไล คือ ถ้วยกระเบื้องขนาดพอดีคำ) เป็นขนมหวานแบบไทยๆที่ทำมาจากแป้งข้าวเจ้า แป้งมัน ในบางสูตรมีการใส่แป้งท้าวยายม่อมเข้าไปด้วย จึงมีความนุ่มเหนียว รสชาติหวานมันเค็มทานเพลินกำลังดี สามารถทานเล่นเป็นอาหารว่างได้ 

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ขนมถ้วย ขนมไทย ยอดนิยม

ขนมถ้วยเป็น ขนมหวาน ที่แบ่งได้สองส่วน คือ ส่วนของตัวขนมที่มีรสหวานหอมของน้ำตาล (ส่วนใหญ่นิยมใช้น้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าว) และส่วนของหน้าขนมที่มีการผสมผสานระหว่างแป้ง น้ำตาล และกะทิ ทำให้มีรสชาติเค็มเล็กน้อย ซึ่งรวมกันแล้วถือว่าลงตัวเลยทีเดียว ดังนั้น สูตรขนมถ้วย ของเราในบทความนี้จึงขอแบ่งวัตถุดิบออกเป็นสองส่วน ดังนี้

วัตถุดิบทำตัวแป้ง

  1. แป้งข้าวเจ้า 80 กรัม
  2. แป้งท้าวยายม่อม 15 กรัม
  3. น้ำตาลโตนด หรือน้ำตาลมะพร้าว 120 กรัม
  4. หางกะทิ 400 มิลลิลิตร
  5. ใบเตย 4 ใบ

วัตถุดิบทำหน้ากะทิ

  1. แป้งข้าวจ้าว 30 กรัม
  2. น้ำตาลทราย 30 กรัม
  3. เกลือ 4 กรัม
  4. หัวกะทิ 400 มิลลิลิตร
ขนมถ้วย

ขั้นตอน วิธีทำขนมถ้วย 

  1. ขั้นตอนแรกในการทำ ขนมถ้วยโบราณ เริ่มจากการทำตัวแป้งของ ขนม ถ้วย โดยใส่แป้งข้าวเจ้า แป้งท้าวยายม่อม น้ำตาลโตนด ใบเตย และทยอยใส่หางกะทิลงไประหว่างนวดส่วนผสมให้เข้ากัน ในขั้นตอนนี้ใช้เวลาประมาณ 4 นาที เสร็จแล้วให้นำไปกรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบางใส่ลงไปในชามผสม เพื่อแยกส่วนผสมที่ยังไม่ละลายออก พักไว้
  2. เรียงถ้วยตะไลใส่ลังถึงให้เต็ม และนำไปนึ่งด้วยน้ำเดือดจัด เพื่อให้ถ้วยมีความร้อนสะสม ช่วยให้แป้งร่อนไม่ติดถ้วยตะไล 
  3. ขั้นตอนต่อมาเป็นขั้นตอนการทำหน้ากะทิของขนมถ้วย ให้ใส่แป้งข้าวเจ้า เกลือ น้ำตาลทรายลงไปผสมกันในชามผสม ตามด้วยหัวกะทิทั้งหมดที่เตรียมไว้ ใช้ตะกร้อมือคนส่วนผสมทั้งหมดให้ละลายเข้ากันดี พักไว้
  4. คนส่วนผสมของตัวแป้งที่พักไว้แล้วใช้ช้อนตักใส่ลงไปในถ้วยตะไลที่ร้อนได้ที่ (ตักใส่ประมาณครึ่งถ้วยตะไลนะคะ) ปิดฝานึ่งต่อด้วยไฟแรงประมาณ 8 นาที หรือจนกว่าตัวแป้งจะสุก จากนั้นเปิดฝาหม้อนึ่งด้วยความรวดเร็วแล้วตักหน้ากะทิใส่ลงไปให้เต็มถ้วย และปิดฝานึ่งต่ออีกประมาณ 5-8 นาที เพื่อให้กะทิแตกมันน่ารับประทานมากยิ่งขึ้น เสร็จแล้วยกออกจากเตาไปพักไว้ให้คลายความร้อน และทำซ้ำกับส่วนผสมที่เหลือ เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการทำค่ะ
ขนมถ้วย

จบลงไปแล้วกับการ สอนทำขนมถ้วย ขนมไทยพื้นบ้านที่ทำได้ง่าย ซึ่งเป็นสูตรนี้เป็นสูตร ขนมโบราณ ที่ส่งต่อกันมารุ่นสู่รุ่น หากใครต้องการใช้สูตรขนมถ้วย ทำขาย เราขอแนะนำเล็กน้อยว่าควรจะมีหน้าขนมที่หลากหลาย เพื่อปรับให้เข้ากับยุคสมัย และเพิ่มมูลค่าของตัวขนมให้มากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ขนมถ้วยใบเตย , ขนมถ้วยอัญชัญ ฯลฯ หรือแม้แต่การนำขนมไทยต่างๆมาตกแต่งหน้าขนมให้สวยงามมากยิ่งขึ้นค่ะ

คาสิโนออนไลน์ เว็บตรง ไม่ ผ่าน เอเย่นต์ ฝากถอนไม่มีขั้นต่ำ

READ MOREREAD MORE
ลูก ตาล เชื่อม

ลูก ตาล เชื่อม ขนมหวานทำง่ายจากผลไม้พื้นบ้านของไทยลูก ตาล เชื่อม ขนมหวานทำง่ายจากผลไม้พื้นบ้านของไทย

ลูก ตาล เชื่อม

หากใครเคยเดินทางไปท่องเที่ยวที่จังหวัดเพชรบุรีจะพบเจอกับขนมหวาน ลูก ตาล เชื่อม หรือจาวตาลเชื่อม ของหวานง่ายๆ สไตล์พื้นบ้าน เป็นขนมที่ทำมาจากผลต้นตาลโตนด พืชเศรษฐกิจที่นิยมปลูกกันเป็นจำนวนมากในประเทศไทย ซึ่งผลของต้นตาลนั้นมีความหวานฉ่ำน้ำ สามารถนำไปแปรรูปเป็นได้ทั้งอาหารคาว และ เมนูของหวานไทย ยกตัวอย่างเช่น เมนูน้ำตาลสด ตาลลอยแก้ว แกงหัวตาล เป็นต้น

วัตถุดิบ และขั้นตอนวิธีทำ ลูก ตาล เชื่อม ผลไม้ไทยที่แนะนำให้ทานคู่กับน้ำแข็งเย็นฉ่ำ

เมื่อกล่าวถึง ลูกตาลเชื่อม หรือเมนู ของหวาน ในรูปแบบเชื่อมต่างๆ หลายคนคงจะนึกถึงความหวานเลี่ยนจนถึงขั้นแสบคอ หากใครไม่ชอบทานของหวานแล้วละก็เป็นอันต้องส่ายหน้าหนี แต่หากนำมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ รับประทานคู่กับน้ำแข็งเป็น ของหวานเย็นๆ คลายร้อน รับรองได้เลยว่าเป็นอันต้องติดใจกันทุกราย ดังนั้น เราไปเริ่มดูวัตถุดิบน้อยชิ้น และขั้นตอนการทำง่ายๆกันเลยค่ะ

วัตถุดิบทำ 

  1. จาวตาล หรือเนื้อตาล 1 กิโลกรัม
  2. น้ำตาลทราย 1300 กรัม
  3. ใบเตยมัด 3 ใบ
  4. น้ำเปล่าสำหรับเชื่อม 1500 มิลลิลิตร
ลูก ตาล เชื่อม

ขั้นตอน วิธีทำลูกตาลเชื่อม 

  1. ขั้นตอนแรกในการทำ ลูกตาลเชื่อม เตรียมชามหรือกะละมัง ใส่น้ำเปล่าและลูกตาล หรือจาวตาลทั้งหมดลงไปใน ก่อนจะนำฟองน้ำใหม่มาขัดทำความสะอาดคราบเหลือง และสิ่งสกปรกอื่นๆออกจากลูกตาล แยกลูกตาลที่ขัดสะอาดแล้วไปไว้อีกชาม และล้างด้วยน้ำสะอาดอีกหนึ่งรอบ
  2. ตั้งหม้อใส่น้ำรอให้เดือดแล้วนำจาวตาลลงไปต้มเป็นเวลาประมาณ 10 นาที (การต้มตาลก่อนนำไปเชื่อมจะช่วยให้น้ำตาลแทรกเข้าไปในผิวตาลได้อย่างทั่วถึง ทำให้สีสวยฉ่ำ และช่วยขจัดเมือกของลูกตาล) เมื่อครบเวลาแล้วให้ตักจาวตาลออกมาพักไว้
  3. ใส่น้ำตาลทรายขาว น้ำเปล่า และใบเตยลงไปในหม้อ จากนั้นเปิดเตาคนให้เข้ากันจนน้ำตาลละลายดี และใส่จาวตาลลงไปเชื่อม และเทน้ำตาลทรายลงไปโรยหน้าตาลอีกครั้ง ระหว่างนี้ให้กดให้ตาลจมลงไปในน้ำ โดยไม่ต้องคน แต่สามารถพลิกกลับด้านได้ ใช้เวลาในการเชื่อมประมาณ 2 – 3 ชั่วโมง เพื่อให้ส่วนผสมซึมเข้าไปในจาวตาลจนมีสีเหลืองฉ่ำใส จากนั้นปิดไฟพักไว้ในน้ำเชื่อม 1 คืน เพื่อให้มีสีใสมากขึ้น เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนของ สูตรลูกตาลเชื่อม ตักขึ้นมารับประทานได้เลยค่ะ
ลูก ตาล เชื่อม

นอกจาก ลูกตาลเชื่อม จะเป็น เมนูของหวานไทยง่ายๆ ที่สามารถทำทานเอง หรือทำเพื่อขายสร้างกำไรแล้ว ลูกตาลยังมีสารคาร์โบไฮเดรต ไฟเบอร์ และแคลเซียม ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ หากทานเข้าไปแล้วจะมีสรรพคุณช่วยละลายเสมหะ บรรเทาอาการไอ แก้กระหายน้ำ และลดความร้อนในร่างกาย ดังนั้น อย่าลืมนำสูตรไป ทำลูกตาลเชื่อมง่ายๆ ทานกันให้ได้นะคะ

READ MOREREAD MORE